Javascript Menu by Deluxe-Menu.com
   การสวดมนต์งนเกียว ห้าวาระ
รวมหลักธรรมเบื้องต้น



การสวดมนต์ งนเกียว ห้าวาระ
การปฏิบัติสำคัญอันดับแรก และ การปฏิบัติเสริม

(The Primary Practice and the Supplementary Practice)
         ในตอนเช้าและเย็น เราจะสวดมนต์งนเกียวโดยการอ่านท่องบทที่ โฮเบ็น(2) และบทที่ จูเรียว(16) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร และสวดไดโมขุ (นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว) พวกเราจะสวดท่องไดโมขุโดยถือว่าเป็นการปฏิบัติอันสำคัญลำดับแรก และสวดท่องบท ที่ โฮเบ็น(2)และบทที่ จูเรียว(16) นั้นจัดว่าเป็นการปฏิบัติเสริม กุศลผลบุญที่พวกเราจะได้รับจากการปฏิบัติโดยสม่ำเสมอและเข้ม แข็งนั้นมากมายจนไม่อาจหยั่งวัดได้ อาจกล่าวได้ว่ามากมายไม่มีที่สิ้นสุดเกินความสามารถของมนุษย์อย่างบรรดาพวกเราจะ สามารถคิดคำนึงได้ มันมากมายใหญ่ยิ่งเกินความสามารถของพวกเราผู้ซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนจะเข้าใจได้

ทำไมพวกเราจึงต้องสวดท่องบทที่โฮเบ็น(2)และบทที่จูเรียว(16 )

         พวกเราสวดท่องทั้ง 2 บท เหล่านี้โดยเฉพาะ นิชิเร็น ไดโชนิน ได้เคยกล่าวเอาไว้ในบทที่ โฮเบ็น และ จูเรียว :
     แม้ว่าไม่มีบทใดเลยของ สัทธรรมปุณฑริกสูตร จะมีความสำคัญ แต่ในบรรดาบทต่างๆ ทั้ง 28 บทนั้น บทที่โฮเบ็นและบทที่ จูเรียวดีกว่าเหนือกว่าบทอื่นๆ ที่เหลืออยู่ทั้งหลายทั้งหมดนั้นเปรียบก็คล้ายๆ กับกิ่งก้านและใบ(ของทั้ง 2 บทเหล่านี้) เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติโดยสม่ำเสมอของคุณ จึงควรที่จะเรียนรู้และสวดท่องบทที่โฮเบ็นและบทที่จูเรียว
                                                                                           (Gosho, p. 303 Ref.: M.W., vol. 6, p.10)

         การสวดท่องงนเกียว ห้าวาระ "Article of Procedure After Nikko" นั้นเป็น Document (ระเบียบข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับ แนวทางการปฏิบัติภายหลังนิคโค่ โชนิน)ซึ่งได้มอบให้แก่สังฆนายกองค์ที่ 3 นิชิโมขุ โชนิน เพื่อเอาไว้ใช้ในการชี้แนะแนวทางใน เวลาต่อๆ มาและเป็นแนวทางสำหรับอนาคตของพุทธศาสนาแท้จริง(True Buddhism)มันรวมตลอดไปถึงข้อความตอนนั้นซึ่งกล่าว เอาไว้ว่า :
     นิชโมขุ โชนิน ผู้เป็นศิษย์จะต้องคอยปกป้องคุ้มครองควบคุมดูแลวัด ไทเซขิจิ รวมตลอดไปถึงศาลาเมโดะและสุสาน จงปฏิบัติ สวดงนเกียว และเฝ้ารอการมถึงซึ่งการโคเซ็น-รุฝุ
                                                                                           (Seiten, p. 519)

นิชิคัน โชนิน ได้กล่าวเอาไว้ว่า :
         เป็นเวลาอันยาวนานมากกว่า 400 ปี นับตั้งแต่ได้มีการก่อตั้งมันขึ้นมาระเบียบแบบแผน ขนบธรรมเนียม พิธี ก็ได้ส่งมอบและถือปฏิบัติสืบทอดต่อๆ กันมาอย่างเป็นระเบียบโดยเคร่งครัดเข้มงวด และคำสอนต่างๆ ของวัดนี้ ก็ได้ถูกเก็บรักษาเอา ไว้อย่างชัดเจนแม่นยำ เหมือนดังเช่นนิชิเร็น ไดโชนิน ได้เคยปฏิบัติเอาไว้เหล่านั้น เพราะฉะนั้น การสวดมนต์งนเกียวเช้าและเย็น นั้น แม้จะมีอยู่เพียงแค่สองบท โฮเบ็น และจูเรียว เท่านั้น (Seiten, p. 948)
         นับตั้งแต่เวลานั้นเมื่อ นิชิเร็น ไดโชนิน ยังมีชีวิตอยู่ งนเกียว ก็ประกอบขึ้นมาด้วยการสวดท่องเพียง บทที่ โฮเบ็นแบะจูเรียว แห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตรและการสวดไดโมขุเท่านั้น ในสมัยที่เริ่มก่อสร้างวัดไทเซขิจิ การสวดงนเกียวนั้นจะมีการปฏิบัติในรูปแบบ พิเศษโดยการเคลื่อนย้ายจากวัดหนึ่งไปอีกวัดหนึ่งหมุนเวียนกันไป การปฏิบัติบำเพ็ญเช่นนั้นทำให้การสวดในแต่ละวันเสร็จสิ้นไป อย่างไรก็ตาม ในที่สุดการสวดมนต์ห้าวาระก็จะสำเร็จเสร็จสิ้นลงได้ในจากวัดหนึ่งไปถึงอีกวัดหนึ่ง และในทางกลับกันก็ปฏิบัติ บำเพ็ญสวดทำวาระในแต่ละวัดๆ การสวดโดยตลอดหมดทั้งห้าวาระ จะทำการสวดในศาลาต้อนรับอาคันตุกะ(คยัคคุเด็น Kyakuden) เช่นในพิธีสวด อูชิโตระ งนเกียว(Ushitora Gongyo)ในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกันกับ สังฆนายกองค์ที่ 9 นิชิอุ โชนินได้เคย ประมวลรายละเอียดวิถีทางที่ถือปฏิบัติกันอยู่ในขณะปัจจุบันของเราในการสวดมนต์งนเกียว

การสวดมนต์ทำวาระ
วาระที่หนึ่ง
         พวกเรามักจะกล่าวถึงวาระที่หนึ่งว่าเกี่ยวกับการทำหน้าที่คอยปกป้องคุ้มครองและพลังของจักรวาล เช่น โชเท็นเซ็นจิ่น (Shotn Zenjin)คำศัพท์นี้มักจะถูกแปลออกมาว่า "ปวงเหล่าเทพธรรมบาลทางพุทธศาสนา" และผู้เขียนก็มักจะตั้งชื่อให้กับพลัง ต่างๆ บุคลิก ลักษณะนี้ โชเท็น เซ็นจิ่น (Shoten Zenjin) นั้น ไม่ได้เป็นปวงเหล่าเทพหรือพลังทางธรรมชาติ แต่ดูเหมือนว่ามันจะ เป็นการสำแดงปรากฏออกมาแห่งพลังของธรรมแท้จริง
          ในการสวดวาระแรก พวกเราจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกและมอบถวายไดโมขุ ให้แก่ โชเท็น เซ็นจิ่น (Shoten Zenjin) เพื่อจะช่วยทำให้ความสามารถของพวกเขาในการที่จะคอยปกป้องคุ้มครองพวกเรา และขอบคุณต่อบรรดาพวกท่านทั้งหลายในการ
คอยปกป้องคุ้มครองพวกเรา
โชเท็น เซ็นจิ่น จะเฝ้าคอยให้การปกป้องคุ้มครองคนทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ซึ่งยึดมั่นศรัทธาและปฏิบัติตามสัทธรรมปุณฑริกสูตร
         "การปฏิบัติอันเต็มไปด้วยความสุขสันติ" (Peaceful Practices)อันรักขุเกียว(Anrakugyo) บทที่ 14 ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร โชเท็น เซ็นจิ่น จะคอยให้การปกป้องคุ้มครองคนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร ให้กับคนอื่นๆ ในบทที่ 26 "ดารณี" โชเท็น เซ็นจิ่น กล่าวคำปฏิญาณเอาไว้ต่อหน้าพระศากยมุนีพุทธะว่า พวกเขาจะคอยให้การปกป้องคุ้มครองอยู่อย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลา ต่อผู้อุทิศตัวให้แก่ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ในโงะโช่ของท่าน"เกี่ยวกับการสวดมนต์"(On Prayer)ไดโชนิน อธิบายเอาไว้ ว่า พวกเราทั้งหลายจะต้องรักษาคำมั่นสัญญา เพราะพวกเราด้วยเหมือนกันจะเข้าถึงพุทธภาวะได้ก็โดยทาง สัทธรรมปุณฑริกสูตร ไดโชนิน ยังได้สัญญาเอาไว้อีกด้วยว่า โชเท็น เซ็นจิ่น จะรักษาคำมั่นสัญญานี้อยู่เสมอตลอดไป ท่านกล่าว :
         ........."แม้ว่าน้ำจะหยุดไหลขึ้นไหลลง หรือแม้ว่าดวงอาทิตย์จะไปขึ้นทางทิศตะวันตก คำสวดอธิษฐานขอของผู้อุทิศตัวให้ แก่สัทธรรมปุณฑริกสูตรก็ไม่พลาดที่จะได้รับคำตอบ"
                                                                                           (Gosho, p. 630)

The Retreat of the Shoten Zenjin to the Heavens
การถอนตัวกลับไปของโชเท็น เซ็นจิ่น สู่สรวงสวรรค์

         ข้อความที่กล่าวไว้ว่า "การทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยแก่ประเทศชาติ(แผ่นดิน)โดยการเผยแผ่พุทธศาสนาแท้จริง" มี ความหมายว่า
        ประชาชนในยุคสมัยปัจจุบันทั้งหลายทั้งปวงต่างพากันหันหลังของพวกเขาให้กับสิ่งที่ถูกต้องยุติธรรม พวกเขาต่างพากันมอบ ความจงรักภักดีให้กับความชั่วร้าย นี่คือเหตุผลว่า ทำไมปวงเหล่าเทพผู้ซึ่งทรงคุณประโยชน์จึงได้ละทิ้งปรเทศนั้นไป ทำไม นักปราชญ์ผู้ฉลาดปราดเปรื่องจึงละทิ้งจากไป และไม่กลับคืนมาอีกเลย และบรรดาพวกมารและผีห่าซาตานทั้งหลายทั้งปวง มหันตภัยและวิบัติภัยต่างๆ จึงเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก (Gosho, p. 234; Ref.: M.W., Vol. 2, pgs. 5-6)
         แม้ผู้ที่หมิ่นประมาทต่อธรรมนั้นจะเป็นต้นเหตุทำให้ โชเท็น เซ็นจิ่นพากันละทิ้งหนีจากประเทศนั้นไป แต่กระนั้นพวกเขาก็จะ ยังคงปกป้องคุ้มครองผู้อุทิศตัวให้แก่สัทธรรมปุณฑริกสูตรอยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด ถ้าบรรดาพวกเราทั้งหลายยังคอยปกป้องคุ้ม ครองและเผยแผ่ธรรมแท้จริงนั้นอยู่อย่างถูกต้องแล้ว พวกเราก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจาก โชเท็น เซ็นจิ่น

ลักษณะเฉพาะตัวของโชเท็น เซ็นจิ่น
         สิ่งที่พวกเราเรียกว่า โชเท็น เซ็นจิ่น นั้นจริงๆ แล้วก็เป็นการสำแดงปรากฏตัวออกมาของพลังแห่ง ธรรมแท้จริงในการตี ความหมายเกี่ยวกับ โฮ'อนโช่(Ho'on sho) สังฆนายกองค์ที่ 26 นิชิคัน โชนิน (Nichikan Shonin) อธิบายเอาไว้ว่า :

         เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งหมดตลอดทั่วทั้งหมดตลอดทั้งสามชาติสิบทิศตลอดจนปวงเหล่าเทพแห่งสรวงสวรรค์ และพื้นดิน เช่นเดียวกัน ปวงเหล่าเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์และพิ้นโลก ไดโบ เท็นโนะ (Bonten) ไทชัคขุ เท็นโนะ(Taishaku) ไดนิท เท็นโนะ(Nitten) และ ไดกัท เท็นโนะ(Gatten) ไดเมียวโจ เท็นโนะ และบรรดาโชเท็น เซ็นจิ่น ทั้งหลายทั้งหมดองค์อื่นๆ ต่าง ก็พากันกลับคืนสู่สภาวะชีวิตซึ่งได้เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงดั้งเดิมของท่าน และได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพุทธเจ้าแห่ง ปัญญาอันสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ภายในตามธรรมชาติของมัน (intrinsically) (Mondan, p.395)

         กล่าวอีกอย่างหนึ่งโชเท็น เซ็นจิ่น(Shoten Zenjin) นั้นเป็นการสำแดงปรากฏตัวออกมาให้เห็นของพระพุทธเจ้าแท้จริงดั้ง เดิมแห่งปัญญาอันสมบูรณ์ครบถ้วนครบซึ่งมีอยู่ภายใน ดังนั้นหลักคำสอนต่างๆ ของพระพุทธศาสนาของ นิชิเร็น ไดโชนิน จึงเป็น โชเท็น เซ็นจิ่น เกิดขึ้นมาจากพลังแห่งธรรมแท้จริง(True Law)ในจดหมายถึง โคโนะ-อามะ โงะเซ็น (Kono-ama Gozen)นิชิเร็น ไดโชนิน กล่าวเอาไว้ดังนี้ :
         เมื่อใดที่เธออยากจะเห็น นิชิเร็น ก็จงจ้องมองไปทางที่พระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า และทางทิศที่ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นในตอน กลางคืน อาตมาจะสะท้อนเงาออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน อยู่ในดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
                                                                                           (Gosho, p.740;Ref.: M.W., Vol.4, p.143)

นิชิอุ โชนิน(Nichiu Shonin)ได้อธิบายเอาไว้ถ้าพวกเราหันหน้าำปทางดวงอาทิตย์ในขณะที่มันกำลังขึ้นอยู่ทุกๆ เช้า เพือเป็น การแสดงความเคารพนับถือบูชาอันเป็นแบบแผนพิธีการในการแสดงความเคารพนับถือต่อพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาอันสมบูรณ์ครบ ถ้วนอยู่ภายในโดยธรรมชาติ ผู้ซึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นมาในสมัยมัปโป(Mappo)มาเป็นเสมือนนิชิเร็น ไดโชนิน ผู้ซึ่งประทานกุศลผล บุญมาให้อย่างต่อเนื่องโดยตลอดเวลาแห่งสามชาติ (แห่งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล)

การสวดอธิษฐานในวาระที่สอง และวาระที่สาม
       ในคำอธิษฐานในวาระที่สอง และวาระที่สามนั้น พวกเรามอบถวายเพื่อแสดงให้เห็นถึงการสำนึกรู้ในพระคุณต่อ พระรัตนตรัย ของพุทธศาสนาแท้จริงอันได้แก่ พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า เพื่อเป็นการแสดงการตอบแทนบุญคุณ

คำอธิษฐานในวาระที่สอง นั้นเป็นการมอบอุทิศและสำนึกรู้ถึงพระคุณต่อ ได-โงะฮนซน และการปราถนาอยากให้กุศลผลบุญของ ได-โงะฮนซนได้แผ่ขยายกว้างไกลออกไปตลอดทั่วทั้งมหาจักรวาล

คำอธิษฐานในวาระที่สาม พวกเราขอแสดงความขอบพระคุณต่อพระพุทธเจ้าแท้จริง(True Buddha)นิชิเร็น ไดโชนิน ธรรมทายาท ผู้สืบทอดตัวตนแห่งธรรมและตัวตนแห่งศรัทธา สังฆนายกองค์ที่ 2 ท่านนิคโค่ โชนิน สังฆนายกองค์ที่ 3 นิชิโมขุ โชนิน ตลอดจน สังฆนายกทั้งหลายทั้งหมด ผู้ซึ่งสืบทอดและส่งต่อมอบต่อๆ กันมาทุกๆ พระองค์ตลอดทั้งสามยุค สามสมัย บรรดาพวกท่านทั้งหลาย ล้วนได้เคยสืบทอดและส่งต่อมอบพุทธศาสนาของไดโชนินต่อกันมาโดยไม่ผิดเพี้ยนตลอดกาลเวลาอันยาวนาน จนมาถึงพวกเรา ในสมัยปัจจุบัน และด้วยความพากเพียร วิริยะ อุตสาหะขยันหมั่นเพียรของพวกท่านทั้งหลายทั้งหมด จึงทำให้พวกเราสามารถมีโอ กาสได้ปฏิบัติ พุทธศาสนาแท้จริง(True Buddhism)ของไดโชนินได้ ในรูปแบบอันบริสุทธิ์สะอาดและถูกต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่งเติม

พระรัตนตรัย (The Three Treasures)
พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้านั้น เป็นองค์ประกอบอันสำคัญจำเป็นยิ่งซึ่งจะขาดเสียมิได้ของพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็เพราะพระพุทธศาสนาจะดำรงคงอยู่ได้ตลอดไปก็ด้วยการมีพระพุทธเจ้าผู้ซึ่งจะคอยเทศนาสอนธรรมซึ่งได้รับการเทศนาสอน เอาไว้โดยพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ก็เป็นผู้เผยแผ่และส่งต่อมอบธรรมนั้นต่อๆ กันไป การให้ความเคารพนับถือบูชา และทำบุญ ถวายต่อ พระรัตนตรัยแห่งพระพุทธศาสนานั้นจัดเป็นองค์ประกอบอันสำคัญจำเป็นยิ่งในขั้นรากฐานของการปฏิบัติทางพระพุทธศาส นา ไดโชนินกล่าวเอาไว้ในโงะโช่ เรื่อง "จดหมายถึงท่านนิอิเขะ"(Letter to Niike)
         ถ้าบุคคลผู้ใดเข้าใจในพระพุทธศาสนา คนผู้นั้นก็จะต้องให้การเคารพนับถือต่อฝ่ายสงฆ์ ให้การเคารพนับถือต่อธรรมและ การทำบุญถวายต่อพระสงฆ์
                                                                                           (Gosho, p.1461, Ref.: M.W., VOL.1, p.260)


พระรัตนตรัยในพุทธศาสนานิกาย นิชิเร็น โชชู
         สมบัติแห่งพระพุทธเจ้าแห่งกาลคุอน-กันโจ(kuon-ganjo)(เวลาอันไม่มีจุดเริ่มต้น)นั้น คือ พระพุทธเจ้าแห่งพุทธปัญญาอัน สมบูรณ์ครบถ้วนซึ่งมีอยู่ภายใน ผู้ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาในสมัยมัปโป (Mappo)เป็นนิชิเร็น ไดโชนินสมบัติแห่งธรรมแห่งกาล คุอน-กันโจ นั้นคือ สวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว การรู้แจ้งเห็นจริงซึ่งอยู่ภายในของพระพุทธเจ้าแห่งปัญญาอันสมบูรณ์ครบถ้วนซึ่งมีอยู่ ภายใน ได้ถูกจารึกสร้างขึ้นไว้เป็นเสมือน ได-โงะฮนซนแห่งมหาบรมปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งปรมัตธรรมคำสอนฮนมน (Honmon Teaching) สมบัติแห่งสงฆ์แห่งกาลคุอน-กันโจ นั้นคือ มหาธรรมาจารย์ แห่งการเผยแผ่คำสอนฮนมน(Honmon Teaching)บยัคคุเร็น อาจารีย์ นิคโค่ โชนิน ผู้ซึ่งได้รับมอบมรดกแห่งธรรม(Herritage of the Law) จาก นิชิเร็น ไดโชนิน สังฆนายกองค์ที่สืบทอดต่อๆ กันลงมาทั้งหลายทั้งหมดต่างได้รับและส่งต่อมอบการสืบทอดมรดกแห่งธรรมที่เหมือนๆ กัน จนถึง ปัจจุบันกาลนี้ ดังนั้นสมบัติแห่งสงฆ์จึงได้สืบทอดต่อๆ กันลงมาจนถึงสังฆนายกองค์ต่อๆ กันลงมา และพวกเราต่างตระหนักรู้ถึงคุณ ค่าอันสูงส่งบองบรรดาพวกท่านทั้งหลาย

สมบัติสาม (พระรัตนตรัย) นั้นเป็นเสมือนตัวตนหนึ่งเดียว
(The Three Treasures as one Entity)
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นั้นถูกเรียกว่าพระรัตนตรัยซึ่งดูประหนึ่งว่ามันได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายตัวตน อย่างไรก็ ตามสมบัติสามนั้นในท้ายที่สุดก็เป็นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ไดโชนิน ได้พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ใน "การตอบแทนบุญคุณสี่" (Four Debts od Gratitude)
         เกี่ยวกับหนี้บุญคุณซึ่งเราต้องชดใช้ให้กับธรรมนั้น ธรรมนั้นเป็นอาจารย์ของบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งหมด มันเป็น เพราะธรรมนั้นจึงทำให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงควรค่าแก่การได้รับการเคารพนับถือ เพราะฉะนั้น คนผู้ซึ่งปราถนาที่จะตอบแทน ชดใช้หนี้บุญคุณของเขาต่อพระพุทธเจ้าจึงต้องตอบแทนชดใช้หนี้บุญคุณซึ่งเขามีอยู่ต่อฝ่ายสงฆ์ ทั้งสมบัติแห่งพระพุทธเจ้าและสมบัติ แห่งธรรมนั้น ได้ถูกทำให้ดำรงคงอยู่ตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์อย่างแน่นอนไม่มีวันเปลี่ยนแปลงโดยสงฆ์ทั้งหลาย... จริงๆ การที่จะตอบ แทนชดใช้ได้ก็คือหนี้บุญคุณที่พวกเรามีอยู่ต่อพระสงฆ์ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นไม่อาจละเว้นได้ก็คือคนผู้นั้นจะต้องตอบแทนชดใช้หนี้บุญ คุณซึ่งพวกเรามีอยู่ต่อบรรดาพระสงฆ์ผู้สอนศาสนา จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่คนผู้นั้นจะต้องตอบแทนชดใช้หนี้บุญคุณต่อพระรัตนตรัย (The Three Treasures)

(Gosho, p. 268; Ref.: M.W., Vol. 5, p.10-11)

         จริงๆ แล้วการหมิ่นประมาทต่อธรรมนั้นย่อมหมายถึงการหมิ่นประมาทต่อพระพุทธเจ้า และการหมิ่นประมาทต่อฝ่ายสงฆ์นี้ก็ เป็นเพราะว่าพระรัตนตรัย น้นก็เป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
                                                                                           (Gosho, p.608)

         เพราะว่า สมบัติสามนั้นมีอยู่เป็นอยู่ จึงทำให้พวกเราสามารถปฏิบัติพุทธศาสนาแท้จริงขจัดเอากรรมชั่วร้ายและเข้าถึงการรู้ แจ้งเห็นจริงได้

การอธิษฐานขอในวาระที่สี่

         ในคำอธิษฐานขอในวาระที่ 4 นั้นพวกเราต่างพากันร้องขอเพื่อให้ความปราถนาอันใหญ่ยิ่งเพื่อการ โคเซ็น-รุฝุ การเผยแผ่ ธรรมแท้จริงได้สำเร็จลุล่วงไปโดยตลอดทั่วทั้งมหาจักรวาล พวกเรายังได้ขออภัยการหมิ่นประมาทธรรมของพวกเราอีกด้วย และการ สร้างเหตุที่ไม่ดี และการมีความหลงเข้าใจผิดต่างๆ อีกด้วย และใผ่แสวงหาการรู้แจ้งเห็นจริงในส่วนของตัว และทำให้พวกเราได้รับ ความสมปราถนาต่างๆ ของเราด้วย
         บรรดาพวกเราทั้งหลายทั้งปวงล้วนมีความต้องการสิ่งต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าความแตกต่างนี้มีอยู่ใน สภาพแวดล้อม ในภูมิพลังอันเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล และวิถีชีวิตของพวกเรา แห่งต้นกำเนิดขึ้นสมุฏฐานของความแตกต่าง ทั้งหลายเหล่านี้ นั้นก็คือกรรมของปัจเจกบุคคล ซึ่งเกิดมาจากอดีต เหตุปัจจัยสำคัญของความทุกข์ทรมานและการไม่มีความสุขที่เป็น อยู่ในปัจจุบันนั้น เกิดจากผลกรรมที่ชั่วร้าย ซึ่งพวกเราเคยได้ก่อและเก็บสะสมกรรมเอาไว้ โดยการสำนึกผิดและขอโทษในสิ่งที่ได้ กระทำลงไปอันเป็นการหมิ่นประมาทต่อธรรมนั้น และตั้งใจใหม่ในการที่จะก่อให้เกิดเป็นกรรมที่ดีและวิถีทางที่จะทำให้ไปสู่การเข้า ถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้โดยทางการปฏิบัติอันนี้ เราก็จะพบกับความสุข และมีสภาพชีวิตที่มีความสุขสันติมั่นคงปลอดภัยในชีวิตชาติ นี้และมีความสะดวกสบายในชีวิตชาติหน้า
         เหมือนดังที่ นิชิเร็น ไดโชนิน ได้กล่าวเอาไว้ในโงะโช่ ของท่านเรื่อง"การเปิดดวงตา" (ไคโมขุ โช่)(Kaimoku-sho)

         ในทำนองเดียวกัน ในชินจิคันสูตร (Shinjikan Sutra)กล่าวเอาไว้ว่า ถ้าเธอต้องการที่จะเข้าใจเหตุต่างๆ ซึ่งมีอยู่เป็นอยู่ ในอดีต ก็จงมองดูผลต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตามที่มันได้ถูกสำแดงปรากฏออกมาในกาลปัจจุบัน และถ้าต้องการที่จะเข้าใจว่าผลอะไรจะ เกิดขึ้นในอนาคต ก็จงมองดูเหตุต่างๆ ซึ่งเป็นอยู่มีอยู่ในกาลปัจจุบัน
                                                                                           (Gosho, p.571, Ref.: M.W., Vol. 2, pgs.197-198)

         เช่นเดียวกัน ถ้าเราหมั่นพิจารณาดูชีวิตของเรา เราก็จะเริ่มต้นเข้าใจได้ว่าพวกเราจะต้องขจัดเอาเหตุกต่างๆ ที่ไม่ดี ซึ่งพวก เราได้เก็บสะสมเอาไว้จากการเกิดความเข้าใจผิดต่างๆ เราจะกระทำได้ดังนี้ ก็โดยการใช้ความพวกเพียรพยายามในการปฏิบัติ พุทธศาสนาแท้จริงของพวกเรา ซึ่งพวกเราต่างก็มีความโชคดีอันใหญ่ยิ่ง ที่ได้เกิดมาพบกับพระพุทธศาสนาแท้จริงของไดโชนิน พวก เราคงจะต้องมีความโชคดีอันใหญ่ยิ่ง จึงทำให้พวกเราได้มาพบ พวกเราจะต้องสอน พุทธศาสนาแท้จริงให้คนอื่นๆ ด้วย เพราะโดย การสอนก็จะทำให้พวกเราเองจะได้เกิดความเข้าใจอย่างใหญ่หลวงมากยิ่งขึ้นไปอีกเพราะพวกเราได้รับกุศลผลบุญอันใหญ่ยิ่งจาก การปฏิบัตินี้ พวกเราจึงต้องมีความกตัญญูสำนึกรู้ในพระคุณในการที่เราได้มาพบกับพุทธศาสนาแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดา ในการที่เราจะต้องการะทำการให้กำลังใจ และนำทางคนทั้งหลายให้ได้มากๆ เพื่อให้่พวกเขาได้หันมาเชื่อในพระพุทธศาสนา นี้คือ หนทางในการที่จะตอบแทนชดใช้หนี้บุญคุณต่อพระรัตนตรัยของพุทธศาสนา



การอธิษฐานขอในวาระที่ห้า
         เราสวดไดโมขุเพื่อคนทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ซึ่งได้ถึงแก่กรรมไปแล้วตอนจะจบการสวดงนเกียว เราได้ขออธิษฐานว่าให้บรรดา สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดรวมตลอดไปจนถึงตัวของพวกเราเองได้บรรลุพุทธภาวะ
         การสวดมนต์อธิษฐานขอให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ให้สอดคล้องตรงตามที่ไดโชนินได้กล่าวสอนเอาไว้แล้ว คำศัพท์ทางพุทธ ศานาสำหรับการได้รับกุศลผลบุญกับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น เป็นเสมือนเสียงสะท้อนนั้นมีความหมายว่า "การโยกย้ายเปลี่ยนโอน คุณธรรมความดีงามซึ่งคนผู้นั้นได้รับมาจากการปฏิบัติบำเพ็ญอันบริสุทธิ์ถูกต้องเที่ยงตรงไปให้แก่ผู้อื่น" คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่ง ล่วงลับไปแล้ว(และเพราะฉะนั้นในขณะนั้นยังไม่ได้ไปจุติเกิด) ไม่สามารถปฏิบัติพุทธศาสนาได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไม คนทั้งหลาย เหล่านั้นผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะสามารถเก็บสะสมบุญกุศลได้โดยทางการปฏิบัติพุทธศาสนา และไม่สามารถส่งต่อมอบการสืบทอดบุญ กุศลไปให้พวกเขาได้ นี้จะสามารถทำให้บรรดาพวกเขาทั้งหลายปฏิบัติพุธศาสนาได้ในชีวิตชาติหน้าของพวกเขา และในท้ายที่สุดก็ จะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้เช่นกัน

นิชิเร็น ไดโชนิน กล่าวสอนพวกเราเอาไว้ใน โงะโช่ ว่า :

        มีอยู่ด้วยกันสามทาง ในการที่จะทำให้ตนเองหลุดพ้นจากพันธผูกพันของลูกที่มีอยู่ต่อบิดา-มารดา การให้เสื้อผ้าและ อาหารแก่บิดา-มารดาของคนผู้นั้น จัดว่าเป็นการตอบแทนชดใช้หนี้บุญคุณ จัดอยู่ในระดับที่ต่ำมากที่สุด การเชื่อฟังบิดา-มารดา ของคนผู้นั้น จัดเป็นระดับกลางๆ ของการตอบแทนบุญคุณต่อบิดา-มารดา การเปลี่ยนแปลงโยกย้ายคุณค่าความดีงามไปให้แก่ บิดา-มารดาของคนผู้นั้นเอง จัดได้ว่าเป็นระดับสูงสุดของการตอบแทนบุญคุณต่อบิดา-มารดา เพราะมันเป็นขั้นสูงสุดประเสริฐสุด ของการส่งต่อมอบโอนให้บิดา-มารดาของคนผู้นั้นทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และยิ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญสูงส่งมากสักเพียงใดที่ได้มีโอกาสทำให้แก่บิดามารดาผู้ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว
                                                                                           (Shintei Gosho, VOl.1, p. 69)

การสวดมนต์ขอให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริงของมวลสรรพสิ่งที่มีชีวิต...ทั้งหลายทั้งปวง
         พวกเราจะจบการสวดมนต์ ทำงนเกียว โดยการอธิษฐานขอให้เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงจงแผ่กว้างออกไปตลอกทั่วทั้งมหา จักรวาล เพื่อว่ามวลสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งหมดจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้
"เมืองอันเกิดจากภาพลวงตา" (The Phatom City)บทที่ 7 "เคโจยุ"("Kejoyu"-seventh) ของ สัทธรรมปุณฑริกสูตร กล่าวเอา ไว้ว่า :

        ความปราถนาอยากของพวกเราในการที่จะแผ่ขยายคุณงามความดีให้ครอบคลุมกว้างไกลออกไปอย่างทั่วถึงมวลมนุษย์และ มวลสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงตลอดทั้งมหาจักรวาล เพื่อว่าพวกเราพร้อมด้วยมวลสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งหมดจะสามารถเข้า ถึง พุทธมรรค (Buddha Way) ได้

         พวกเราดำรงชีวิตของพวกเราอยู่ได้ เพราะการมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่นๆ : บิดา-มารดา บรรดาญาติๆ บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน สังคม ประเทศชาติ และสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้ว ชีวิตความเป็นอยู่มีอยู่ของพวกเราเป็นหนี้อยู่กับทุกๆ สิ่งทุกๆอย่าง ทั้งที่เห็นได้ชัดเจนและที่ไม่ชัดเจนทั้งที่สมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ คนผู้ซึ่งสำนึกรู้ได้ในสิ่งนี้ก็จะสำนึกรู้ในบุญคุณต่อมวล สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงและต่อการมีอยู่เป็นอยู่ทั้งหมด การอธิษฐานขอนี้ เพื่อการเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงของมหาจักรวาล โดยทั้งหมดนั้น จึงเป็นการกระทำอันเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอันล้ำลึก และเป็นวิธีทางที่จะตอบแทนชดใช้หนี้บุญคุณต่อสิ่งซึ่ง มีอยู่เป็นอยู่ ซึ่งคอยสนับสนุนค้ำจุนประคับประคองช่วยเหลือพวกเราอยู่