Javascript Menu by Deluxe-Menu.com
   เกี่ยวกับการเลือกเวลา
รวมหลักธรรมเบื้องต้น



เกี่ยวกับการเลือกเวลา
(The Selectiong of the time)
(Senji Sho)

เกี่ยวกับการเลือกเวลา

          โงะโช่ฉบับนี้ ได้ถูกเขียนขึ้นไว้เมื่อวันที่ 10 เดือน 6 ปีที่ 1 แห่งสมัยเค็นจิ-Kenji(1275) ณเมืองมิโนบุ โดย นิชิเร็น ไดโชนิน เมื่อท่านอายุได้ 54 ปี
          ไดโชนิน ได้เริ่มต้นโงะโช่ฉบับนี้ด้วย ข้อความต่อไปนี้
         คนผู้ซึ่งปราถนาที่จะศึกษาคำสอนทางพุทธศาสนา ก่อนอื่นทั้งหมดจะต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องเวลา

                                                                                                     (Gosho, p.834; MW-3, P. 79)

         ข้อความตอนนี้ ชี้ให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงความสำคัญของงานนิพนธ์ฉบับนี้ : คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งศึกษาและปฏิบัติ พุทธศาสนาแท้จริง (True Buddhism) จะต้องเข้าใจเรื่องเวลา และจะต้องเลือกเฟ้นสรรหาธรรมและการปฏิบัติซึ่งถูกต้องเหมาะสม กับเวลานั้นๆ
         ข้อความต่อไปนี้ได้ถูกอ้างอิงมาจากโงะโช่ เรื่อง "การเลือกเวลา" "(The Great Collection Sutra-(Daijuku kyo)" ข้อความ ตอนนี้แสดงให้รู้ว่า หลักคำสอนทางพุทธศาสนานั้น ได้ถูกแบ่งไง่ ในเวลาหลังการดับขันธ์นิพพานของพระศากยมุนีแล้ว หลักธรรม คำสอนทางพุทธศาสนา โดยตลอดทั้งหมดได้ถูกแบ่งออกเป็นช่วงๆ ช่วงละ 500 ปี การแบ่งดังกล่าวนี้ยึดถือเอารูปแบบของแต่ละคำ สอนว่ามีลักษณะเฉพาะพิเศษแตกต่างกันไป มาเป็นการกำหนดตั้งชื่อช่วงเวลาต่างๆ ไว้ดังต่อไปนี้ :

         พระศากยมุนีพุทธะ พระผู้มีพระภาคเจ้า (The World-Honored One) ได้ตรัสแก่พระโพธิสัตว์ กัตสิโซ(Gatsuzo) และได้ ทรงมีพุทธทำนายเกี่ยวกับอนาคตกาลเอาไว้ว่า ในช่วงเวลาห้าร้อยีแรกหลังการดับขันธ์ปรินิพพานของพุทธองค์แล้ว จะเป็นยุค สมัยของการรู้แจ้งเห็นจริงและในช่วงเวลา 500 ปี ถัดมา ยุคสมัยของการทำสมาธิ (รวมกันเข้าเป็นเวลา หนึ่งพันปี)ในเวลาห้า ร้อยปีต่อมาจะเป็นยุคสมัยของการทำสมาธิ (รวมกันเข้าเป็นเวลา หนึ่งพันปี) ในเวลาห้าร้อยปีต่อมาจะเป็นยุคสมัยของการก่อ สร้างวัดวาอาราม และสถุปเจดีย์มากมาย (รวมเวลาได้สองพันปี) เกี่ยวกับช่วงเวลาห้าร้อยปีต่อมาหลังจากนั้นพุทธองค์ทรงตรัส ว่า "การทะเลาะวิวาทและการโต้แย้งจะเกิดขึ้น มากมายในบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนทั้งหลายของอาตมา และธรรมอันบริสุทธ์ (Pure Law) จะถูกบดบังให้มืดมิดไม่กระจ่างชัด และค่อยๆสูญสลายหมดสิ้นไป"

                                                                                                     (MW-3, P. 85)

         ช่วงเวลาตลอดชั่วชีวิตของ นิชิเร็น ไดโชนิน ประเทศญี่ปุ่นสมัยธรรมปลาย (The Letter Day of the low) กำลังจะมาถึง และสำแดงปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนในสังคม เหมือนดังเช่น ศากยมุนีพุทธะ ได้ทรงมีพุทธทำนายเอาไว้แล้วในพระสูตรนั้น ว่า :

        การทะเลาะวิวาทและการโต้แย้งจะเกิดขึ้น มากมายในบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนทั้งหลายของอาตมา และธรรมอัน บริสุทธิ์(Pure Law) จะถูกบดบังยู่ในความมืดมิดไม่กระจ่างชัด และค่อยๆ สูญสลายหมดสิ้นไป

                                                                                              

         สภาพจริงๆ ของสังคม แสดงข้อพิสูจน์ยืนยันให้เห็นถึงความถูกต้องตามพุทธทำนายต่างๆ เหล่านี้ มนุษย์จะเผชิญกับการล่า สังหารและทำลายล้างกันและกันจะเกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขา ระเบียบข้อบังคับทางสังคมจะค่อยๆเลวทรามต่ำช้าลง และเกิดมีมหัน ตภัยทางธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกจะเกิดมีทุพภิกภัย ข้าวยาก หมากแพง และโรคระบาดต่างๆ สังคมโดยทั้งหมดจะสำ แดงปรากฏออกมาให้เห็นเป็นซากของสรรพสิ่งต่างๆ ที่กิดจากการถูกทำลายล้างลงจนย่อยยับ เป็นลักษณะของสมัยธรรมปลาย (The Latter Day of the Law)
         สภาพการณ์ต่างๆ ซึ่งคนทั้งหลายเหล่านี้จะรู้สึกสัมผัสได้นับตั้งแต่ช่วงเวลาแห่งยุคสมัยอันชั่วร้ายได้มาถึง เมื่อคำสอนต่างๆ ของพระศากยมุนีพุทธะไม่สามารถช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้อีกต่อไปแล้ว เหมือนดังที่เคยได้เทศนา สอนเอาไว้แล้วใน The Great Collection Sutra พวกเขาทั้งหลายสามารถหนีลอดพ้นจากเงามืดของความทุกข์ทรมานไปได้ เพียง โดยการยอมเชื่อต่อความเมตตากรุณาของพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งมากกว่าจะเป็นพระศากยมุนีพุทธะ การให้ความไว้เนื้อเชืื่อใจนี้ ถูกค้นพบได้ในคำสอนโจโดะ-เน็มบุตสึ ซึ่งเกิดขึ้นจากการใฝ่แสวงหา การหลุดพ้นควาททุกข์ทรมานของคนทั้งหลาย โดยการยึดมั่น ศรัทธาเชื่อปฏิบัติตามพระอมิตตาพุทธะ มหาธรรมาจารย์แห่งดินแดนอันบริสุทธ์ (Pure Land) ซึ่ง อยู่ณ แดนสุขาวดีทางทิศตะวันตก อันแสนไกล (Western Paradise)
         ความศรัทธาเชื่อในพระอมิตตาพุทธะนั้นได้ถูกพัฒนานำเอามาปฏิบัติต่อๆ กันมาในนิกายเท็นได (Tendai sect) โฮเน็น ผู้ก่อตั้งนิกายโจโดะขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ด้วยการวาดหวังเอาไว้ให้กับคนทั้งหลายผู้มีความวิตกกังวลและความไม่สุขกายสบายใจ ในการที่ต้องมาเกิดในสมัยธรรมปลาย โฮเน็น ได้ผนวกเอาการวิเคราะห์ส่วนตัวของเขาเข้าไป ด้วยการกล่าวยืนยันอย่างมั่นใจว่า คนทั้งหลายจะต้องสวดมนต์คาถาของ นิกายเน็มบุตสึ ด้วยการมีใจเดียว "Hail Amida" (นามู อมิตตา บุตสึ) เขายังได้สอนต่อไปอีก ด้วยว่า คนทั้งหลายทั้งหมดจะได้ไปเกิดใหม่หลังการตายไปแล้วในดินแดนอันบริสุทธิ์ ณ แดนสุขุวดี ดินแดนอันบริสุทธิ์(Pure Land)ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกอันแสนยาวไกล(Western Paradise) โดยการยึดมั่นศรัทธาเชื่อมั่นในพระอมิตตาพุทธะ และสวดเน็ม บุตสึ หลักคำสอนนี้ได้ทำให้เกิดความกลัวว่า จะต้องไปพบกับเหตุการณ์ต่างๆ อันน่าสะพรึงกลัวอันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ช่วง เวลาของการเสื่อมสลายหมดสิ้นลงของธรรมของพระศากยมุนีพุทธะ ยังผลทำให้นิกายเน็มบุตสึ ได้รับการเผยแผ่กว้างไกลไปใน สังคมอย่างรวดเร็ว
         ลักษณะของการตีความหมายเอาเองตามอำเภอใจอย่างน่าละอาย น่าได้รับการเย้ยหยันมากที่สุดของโฮเน็น ยิ่งยืนยันให้ เห็นว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นเป็ฯคำสอนอันสูงส่งดีกว่าเหนื่อกว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจเข้าใจได้ โดยคนในสมัยธรรมปลาย เพราะว่า มันเป็นคำสอนที่ยากที่จะเชื่อยากที่จะเข้าใจได้ เขาได้เรียกร้องเอาว่าความสามารถของประชาชน ในการที่จะเข้าใจมันได้นั้นมีอยู่ น้อยกมาๆ แล้วโฮเน็นก็อ้างเหตุผลว่า เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อาจทำให้เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ แม้ว่าพวกเขาจะได้ปฏิบัติสัทธรรม ปุณฑริกสูตร พวกเขาไม่สามารถทำให้ความทุกข์ทรมานในชีวิตของพวกเราได้ถูกชำระสะสางให้หมดสิ้นไปได้
         ในริชโช่ อันโคคุ รน (On Securing the Peac of the Land through the propagation of True Buddhism)นิชิเร็น ไดโชนิน ได้กล่าวสอนเอาไว้ว่าการหมิ่นประมาทต่อพุทธศาสนาแท้จริง ด้วยการตีความหมายเอาตามอำเภอใจนั้น เป็นการละเลย เพิกเฉยไม่เอาใจใส่ต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆแล้วมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ของการลดน้อยถอยลงของพุทธ ศาสนาของพระศากยมุนีพุทธะ ในสมัยธรรมปลาย(The Latter Day of the Law)ซึ่งเป็นสาเหตุขั้นรากเหง้าของการขาดเสถียร ภาพอันมั่นคงของสังคมเกิดมหันตภัยต่างๆ เกิดทุพภิกภัย ข้าวยากหมากแพง และเกิดโรคระบาดต่างๆ ขึ้นมากมาย โงะโช่ "การ เลือกเวลา" (The Selection of the Time) "เซ็นจิ โช่" (Senji sho) ไดโชนินได้สอนเอาไว้ว่า การเผยแผ่พุทธศาสนานั้นจะต้องมี รากฐานตั้งอยู่บนความสามารถของประชาชน เหมือนดังได้เคยกล่าวสอนเอาไว้แล้วในนิกายโจโดะ ซึ่งเป็นหลักคำสอนผิดๆ เกี่ยวกับ แดนสุขาวดีอันสะอาดบริสุทธิ์(Pure Land) ของนิกายโจโดะ ซึ่งมีอิทธิพลและมีอำนาจเหนือสังคมในเวลานั้น ไดโชนิน ได้อธิบายเอาไว้ว่า คนทั้งหลลายเหล่านั้นผู้ซึ่งศึกษาเทิดทูนบูชา ยอมมอบตัวศรัทธาเชื่อในพุทธศาสนา จะต้องรู้จักเลือกคำสอน และปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้อง เหมาะสมกับกาลเวลา
         ใน "การเลือกเวลา" (เซ็นจิ โช่) ไดโชนิน ได้เขียนเอาไว้ดังต่อไปนี้ เกี่ยวกับหลักคำสอน และความสามารถของประชาชน :

         มีอยู่บ่อยครั้ง ที่คำสอนของพระพุทธเจ้า จะต้องพบกับการหมิ่นประมาทธรรม และเพราะฉะนั้นจึงมีคนละเว้นที่จะเทศนา สอนมันในขณะปัจจุบัน และแม้กระนั้นในเวลาอื่นๆ แม้ว่าคนผู้นั้นจะพบการหมิ่นประมาทธรรม คนผู้นั้นก็ยังสอนธรรมได้ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น มีอยู่บ่อยๆ ครั้ง แม้ว่าจะมีคนอยู่เพียงไม่กี่คนซึ่งอาจมีความสามารถรับฟังและเชื่อได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังจะหมิ่น ประมาทต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่อีก และเพราะฉะนั้นคนผู้นั้นส่วนใหญ่ จะมีความโน้มเอียงไปในทางที่จะหมิ่นประมาทต่อ คำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตาม ผู้คนนั้นก็ยังทำคะแนนในการสอนธรรมนั้น

                                                                                                     (Gosho, p.835; MW-3, P. 83)

         ดังนั้น ไดโชนิน จึงชี้ชัดออกมาว่า แม้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเทศนาสอนธรรม แต่ถ้าความสามารถของคน ยังด้อยพัฒนาอยู่อีก มาก มีหนทางอยู่ 2 หนทางในการจะนำเอามาแก้สถานการณ์ต่างๆ เหล่านั้นได้
         มาตรการแรก ก็คือการละเว้นจากการเทศนาสอนธรรมอันสูงสุดประเสริฐสุด เพราะเหตุผลก็มีเพราะว่า ถ้าคนผู้นั้นไม่สา มารถเข้าใจธรรม อันสูงสุดประเสริฐสุดนั้นได้ แต่แล้วก็กลับหันมาหมิ่นประมาทต่อมัน เพราะการละเลยเพิกเฉยหรือความโง่เขลา ของพวกเขา พวกเขาก็จะยิ่งสะสมเอาบาปกรรมหนักเข้าไว้ เนื่องจากการดูถูกเหยียดหยามต่อ(ธรรมนั้น) ดังนั้นธรรมอันสูงสุดประ เสริฐสุด จึงไม่ควรถูกเทศนาสอนเพียงเพื่อเป็นการป้องกันควาเป็นไปได้ในการที่จะหมิ่นประมาทต่อธรรมนั้น อีกมาตรการหนึ่งก็อาจ เป็นการเทศนาสอนธรรมนั้นโดยเด็ดเดี่ยว ปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น และโดยไม่คำนึงถึงความสามารถของคนผู้นั้น แม้ว่าใน ความเป็นจริงแล้ว อาจเป็นการหมิ่นประมาทต่อธรรมนั้นก็ตาม
         พระสูตรแห่งความหมายอันไม่มีที่สิ้นสุด(มูเรียวกิ เกียว) เป็นหัวข้อของสัทธรรมปุณฑริกสูตร กล่าวเอาไว้ดังต่อไปนี้ :

         นี้ชี้ถึงสัจธรรมความเป็นจริงซึ่งแต่ก่อนยังไม่เคยได้เปิดเผยออกมาเป็นเวลามากกว่าสี่สิบปี

         นี้แสดงให้เห็นว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งกำลังจะเทศนาสอนให้รู้นั้น เป็นวัตถุประสงค์อันสำคัญยิ่งของการอุบุติขึ้นมาของ พระศากยมุนีพุทธะ ยิ่งไปกว่านั้น บทที่ โฮเบ็น (2) ว่าด้วย กุศโลบาย (Expedient Means) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร ข้อความมีอยู่ ดังต่อไปนี้ :

         พระผู้มีพระภาคเจ้า (World-Honored One) ได้ทรงเทศนาสอนหลักคำสอนของพระพุทธองค์อยู่เป็นเวลาอันยาวนาน และ ขณะนี้จะต้องเปิดเผยให้รู้ถึงสัจธรรมความจริงอันนั้น

         และยังมีอยู่ในข้อความอีกตอนหนึ่งว่า :

         อย่างสัตย์ซื่อจริงใจจงสลัดละทิ้งกุศโลบายต่างๆ อาตมาจะเทศนาสอนแต่เพียงวิถีทางเดียวซึ่งไม่อาจมีวิถีทางอื่นใดที่ดีเกิน กว่าได้

         คำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร (Pre-Lotus Sutra) ทั้งหลายทั้งหมดล้วนเป็นกุศโลบายในขณะที่สัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นจุดประสงค์แท้จริงในการอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ของ พระศากยมุนีพุทธะ สัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น เป็นคำสอนอันสูงสุดยอดที่สุดใน บรรดาคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนามันเป็นธรรมหนึ่งและเพียงหนึ่งเดียวเพื่อการเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง และความจริงข้อนี้ได้รับ การกล่าวยืนยันเอาไว้ให้มั่นใจ ไม่ใช่ใครอื่น พระศากยมุนีพุทธะ เองเป็นผู้ซึ่งได้เทศนาสอนมันเอาไว้ด้วยตัวของพระพุทธองค์เอง แท้ๆ เลย อย่างไรก็ตาม แม้แต่สัทธรรมปุณฑริกสูตรเอง ก็ยังมีผู้เสนอความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปมากมายหลายฝ่ายด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนแนวคิดที่ว่า คำสอนนั้นไม่ควรจะถูกนำเสนอ ให้คนเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่ยอมเชื่อ และจะเป็นเหตุทำให้เกิดการหมิ่น ประมาทต่อธรรมนั้นได้ และอีกฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันอย่างมั่นใจ สนับสนุนอย่างกระตือรือร้นว่า มันควรจะต้องเทศนาสอนให้กับคนเหล่า นั้น แม้ว่าพวกเขาอาจดูถูกเหยียดหยามหมิ่นประมาทต่อธรรมนั้นก็ตาม จากการที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาพการณ์อันยากลำบากใน การจะตัดสินใจลงไป นิชิเร็น ไดโชนิน ได้อ้างอิงคำอธิบายต่างๆ ของเทียนไท้ และชาง-อัน ซึ่งคำอธิบายนี้ได้รับการยอมรับเป็นอย่าง ดีในการกำหนดให้ใช้"เวลา"เป็นมาตรฐานในการตัดสินใจ
         ท่่านได้อธิบายเหตุผลเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้เอาไว้ใน โงะโช่ เรื่อง "คนทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ซึ่งในขั้นต้นปราถนาอยากได้วิถีทาง ซึ่งจะสามารถเข้าถึงพุทธภาวะได้โดยผ่านทางสัทธรรมปุณฑริกสูตร" (Hokke Shoshin Jobutsu Sho) :

         เพราะฉะนั้น โดยทุกวิถีทางคนผู้นั้นจึงควรที่จะยืนกรานอยู่ตลอดไปในการที่จะเทศนาสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร และทำให้ พวกเขาทั้งหลายได้ยินมันอย่างแน่นอนคนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งใช้ความศรัทธาเชื่อในมัน ก็จะเข้าถึงซึ่งการบรรลุพุทธภาวะได้ การที่คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งหมิ่นประมาทมันก็จะก่อให้เกิด"ความสัมพันธ์แห่งกลองพิษ"กับมัน และในทำนองเดียวกันก็จะบรรลุ พุทธภาวะได้เช่นกัน ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ เมล็ดแห่งพุทธภาวะนั้นไม่ได้มีอยู่ในที่อื่นใด นอกจากในสัทธรรมปุณฑริกสูตร เท่านั้น

                                                                                                     (Gosho, p.1315; MW-6, P. 197)

         ดังนั้น ไดโชนิน จึงประกาศออกมาว่า ไม่มีวิถึทางอื่นใด มีหนทางอยู่เพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือ ทางสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งก็คือโดยการส่งเสริมสนับสนุนให้มวลมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงในสมัยธรรมปลาย ได้เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่ง จำเป็นยิ่งในการที่จะต้องเทศนาสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างไม่ยอมลดละตลอดไป ไม่ต้องคำนึงถึงความสามารถของคนที่จะรับฟัง แม้ว่ามีใครบางคนผู้ซึ่งหมิ่นประมาทต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร อยู่ด้วยก็ตาม แม้ในตอนต้นๆ จะได้เคยสะสมกรรมที่ไม่ดีเอาไว้ด้วยการ หมิ่นประมาทธรรมเช่นว่านั้นเอาไว้ พวกเขาก็จะยิ่งมีโอกาสในการที่จะได้รับการหว่านเมล็ดแห่งการบรรละพุทธภาวะลงในหัวใจของ พวกเขาเพราะจะได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์แห่งกรรมเอาไว้กับสัทธรรมปุณฑริกสูตร จากการสร้างกรรมสัมพันธ์ในทางติดลบเพียงชั่ว ขณะนั้น ก็จะก่อให้เกิดเป็นกรรมสัมพันธ์ขึ้นอันมีผลมาจากการหมิ่นประมาทธรรมของพวกเขาทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม การกระทำเช่น ว่านั้น ในทางกลับกันก็จะก่อให้เกิดกรรมสัมพันธ์ซึ่งจะนำพวกเขาไปสู่การรู้แจ้งเห็นจริงได้ในอนาคต
         กฎแห่งเหตุผลนั้น เป็นกฎขั้นรากฐานในพุทธศาสนา มันได้ถูกนเสนอโดยฝ่านทางหลักคำสอนเกี่ยงกับการหว่าน การดูแลให้ เตบโตเต็มที่ และการเก็บเกี่ยว (Shu juken datsu) การหว่านนั้นแทนการกระทำ คือการหว่านเมล็ดของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะทำให้สำ เร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ การเจริญเติบโตแก่จัดสุกงอม ชี้ส่อการคอยทนุบำรุงเลี้ยงดูให้เมล็ดซึ่งได้รับการหว่านเอาไว้แล้วในอดีตและมี กระบวนการที่จะช่วยให้ ความสามารถซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในสำแดงปรากฏออกมา การเก็บเกี่ยว นั้นหมายถึง การเจริญเติบโตเต็มที่ โดยสมบูรณ์ของเมล็ด ของพุทธศาสนา ซึ่งก็คือการบรรลุพุทธภาวะนั่นเอง
         พุทธศาสนาของศากยมุนีพุทธะนั้น จะแสดงรูปลักษณ์ออกมาโดยอาศัยหลักคำสอนของการเจริญเติบโตเต็มที่และการเก็บ เกี่ยว จุดประสงค์ของคำสอนของท่านก็คือการทำให้ความสามารถของประชาชน ผู้ซึ่งเคยได้รับเอาเมล็ดของพุทธศาสนาไว้แล้วตั้งแต่ อดีตกาลได้สำแดงปรากฏออกมา และนำทางพวกเขาไปสู่การสำแดงออกมาซึ่งความสามารถในการรู้แจ้งเห็นจริง ในทางตรงข้าม เมล็ดของพุทธศาสนาในหัวใจของประชาชนผู้ซึ่งไม่เคยได้รับการหว่านเมล็ดซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ เมล็ดของ พุทธศาสนานี้ด้วยเช่นกัน จะสำแดงรูปลักษณ์ของมันออกมาได้ ก็เพราะกฎแห่งเหตุและผลนั้น เหตุเกิดจากการเทิดทูนบูชายอมมอบ ตัวศรัทธาเขื่อและปฏิบัติตามโงะฮนซน แห่ง ธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ใหญ่ยิ่งสามประการ อันทำให้เมล็ดแห่งพุทธศาสนา ทำให้ผู้ ปฏิบัติได้เช่นนั้น ได้รับกุศลผลบุญซึ่งมีอยู่ภายในการบรรลุพุทธภาวะ ได้สำแดงปรากฏออกมาได้
         ปราศจากเสียซึ่งการหว่านเมล็ด ซึ่งเป็นการสร้างเหตุ ก็ไม่อาจมีการบรรลุพุทธภาวะได้ในสมัยธรรมปลาย ซึ่งก็คือผลที่จะ ได้รับ ไดโชนินได้กล่าวเอาไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโง่โช่ว่า ความสามารถของคนในสมัยธรรมปลายนั้นด้อยกว่า และว่าคนทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเจ้าของเมล็ดแห่งพุทธภาวะ
         ในโงะโช่ "How Those initially Aspiring to the Way Can Attain Buddhahood Through the Lotus Sutra" ไดโชนิน สอนเอาไว้ว่า :

         โดยไม่ต้องมัวไปพิจารณาว่า บุคคลโง่เขลาผู้นั้นมีความสามารถหรือไม่ คนผู้นั้นควรจะก้าวไปข้างหน้าต่อไป และสอนอักษร ห้าตัว ซึ่งประกอบกันเป็นหัวข้อชื่อของ สัทธรรมปุณฑริกสูตรให้กับพวกเขา และทำให้พวกเขาสามารถหันมายึดมั่นศรัทธาเชื่อ ปฏิบัติตามมัน

                                                                                                     (Gosho, p.1315; MW-6, P. 195)

         มากกว่าจะเป็นการสอนตามความสามารถของคนผู้นั้น พวกเราจะต้องเลือกเอาการหว่านเล็ดของพุทธศาสนาหว่านลงไป โดย ไม่ต้องมัวไปพิจารณาดูปัจจัยซึ่งจะทำให้คนผู้นั้นจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ และมีความร่าเริงสดใส
         แม้ว่า คนผู้นั้นจะถูกตอบโต้กลับมาโดยการหมิ่นประมาทพุทธศาสนาแท้จริง พวกเราก็จะต้องทำชัคคุบุคุโดยการเน้นอยู่ที่ สัทธรรมปุณฑริกสูตร และสอนให้รู้ถึงกุศลผลบุญของโงะฮนซน นี้คือการปฏิบัติอันเหมาะสมมากที่สุดในสมัยธรรมปลาย ในขณะกำลัง ชัคคุบุคุอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา พวกเราจะต้องไม่กลัวว่าจะทำให้อคนอื่นๆเกิดความไม่สบายใจ จงอย่าได้รีๆ รอๆ ในการที่ จะเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร ออกไป
         บทที่ 13 ความทรหดอดทน แข็งแกร่ง กล้าหาญ (Fortitude)คันจิ(Kanji) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น ได้กล่าวเอาไว้ว่า คน ผู้ซึ่งจะเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น ได้กล่าวเอาไว้ว่า คนผู้ซึ่งจะเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรในสมัยธรรมปลาย(Latter Day of the Law) คือโพธิสัตว์จากพื้นโลก(Bodhisattvas of the Earth) ผู้ซึ่งจะต้องเผชิญกับศัตรูอันทรงพลังสามและต้องพบกับการการ ข่มเหงตามจองล้างรบกวนต่างๆ นานาศัตรูอันทรงพลังสามจะแข่งขันดาหน้าแย่งชิง เข้าขัดขวางคนเหล่านั้นผู้ซึ่งเผยแผ่ สัทธรรมปุณฑริกสูตรข้อความตอนนี้จะถูกต้องตรงกันโดยไม่ผิดเพี้ยนเหมือนดังที่พระพุทธเจ้าได้เคยเทศนาสอนเอาไว้แล้วจากข้อ ความหลายๆตอนในโงะโช่เราก็ได้เห็นอยู่แล้วว่านิชิเร็นไดโชนิน ได้พบกับศัตรูอันทรงพลังทั้งหหลายเหล่านี้เหมือนดังได้เคยกล่าวเคย บรรยายเอาไว้แล้วในบทที่13 คันจิท่านได้บรรยายให้เห็นภาพประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นเสมือนข้อพิสูจน์ยืนยันว่าจริงๆ แล้วท่านคือผู้อุทิศชีวิตให้แก่สัทธรรมปุณฑริกสูตรและเป็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ในรูปร่างของโพธิสัตว์ โจเกียว-หัวหน้าของ โพธิสัตว์จากพื้นโลก(Bodhisattvas of the Earth)คำสอนอันถูกต้องของ สัทธรรมปุณฑริกสูตรในสมัยธรรมปลายนั้นมีรากฐานตั้งอยู่บนคำสอนซึ่งถูกซ่อนเร้นอยู่ภายในห้วงลึกนั้นเป็นการกำหนดออกมาให้เห็นชัดเจนว่าโพธิสัตว์ โจเกียวได้กลับชาติ มาเกิดใหม่เป็นเสมือนพระพุทธเจ้าแท้จริง ผู้ซึ่งได้อุบัติขึ้นมาบนโลกเพื่อมาช่วยมวลมนุษย์ ชาติให้พ้นทุกข์ ตัวตนแท้จริงของพระพุทธ เจ้าองค์นี้ ก็คือ พระพุทธเจ้าแท้จริง จากอดีตกาลอันแสนยาวไกลแห่งกาลคุอน-กันโจ อันเป็นนิรันดร
         นิชิเร็น ไดโชนิน ได้สถาปนาก่อสร้าง ได-โงะฮนซน ซึ่งก็คือตัวตนของธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ใหญ่ยิ่งสามประการ(Three Great Secret Laws)เพื่อช่วยมวลมนุษยชาติทั้งหลายทั้งหมดในสมัยธรรมปลาย เพราะฉะนั้นการกระทำหน้าที่เผยแผ่สัทธรรมปุณ ฑริกสูตรในสมัยธรรมปลายก็คือการเผยแผ่อันสูงสุดประเสริฐสุด แห่งธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ใหญ่ยิ่งสามประการด้วยการทำให้การ โคเซ็น-รุฝุได้สำเร็จลุล่วงไปได้ นี่คือความสำคัญอันแท้จริงของการเลือกเวลา
         พวกเราบรรดาสงฆ์ และผู้นับถือฝ่ายฆราวาสของนิกายนิชิเร็น โชชู ตลอดทั้วทั้งโลก จะต้องใช้ความพากเพียรพยายาม ในการทำชัคคุบุคุ เพื่อเป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับความนอกรีตและเป็นการเปิดเผยให้รู้ถึงสัจธรรมความจริงขอให้พวกเราจงปฏิบัติตาม คำชี้นำของสังฆนายก นิคเค่น โชนิน และจงก้าวไปข้างหน้าต่อไปมุ่งสู่เป้าหมายของการครบรอบ 750 ปีซึ่งเป็นปีแห่งการปฏิเสธไม่ ยอมรับความนอกรีต และเป็นการเปิดเผยให้รู้ถึงสัจธรรมความจริง โดยมีรากฐานตั้งอยู่บน ริชโช่ อันโคคุ รน ขอให้บรรดาพวกเราทั้ง หลายจงมีความเชื่อแน่มั่นใจว่า จริงๆแล้ว การปฏิบัตินั้นป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเวลาและขอจงปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง กระชุ่ม ประชวย เพื่อตัวของพวกเราเองและเพื่อคนอื่นๆ