Javascript Menu by Deluxe-Menu.com
   ความสำคัญของการไปโทซัง
รวมหลักธรรมเบื้องต้น



ความสำคัญของการไปโทซัง


ความสำคัญของการไปโทซัง

         โทซัง ตามตัวหนังสือนั้นแปลว่า "การปีนเขา" ในพุทธศาสนาของไดโชนิน หมายถึง การจาริกแสวงบุญไปวัดใหญ่ไทเซขิจิ แห่งนกาย นิชิเร็น โชชู ซึ่งตั้งอยู่ ณ เชิงเขาฟูจิ ในประเทศญี่ปุ่น เป็นการปฏิบัติศาสนกิจอันสำคัญจำเป็นยิ่งในนิกายนี้
         ในช่วงเวลาที่ไดโชนิน มีชีวิตอยู่ โทซัง คือ การจาริกแสวงบุญไปเข้าเฝ้าไดโชนินแระพุทธเจ้าแท้จริง ความหมายดั้งเดิมของมัน นั้นล้อมวงครอบคลุมไปถึงการปฏิบัติรับใช้ไดโชนิน โดยตรงและการได้รับคำชี้นำของท่่านในช่วงเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ ตัวนิชิเร็นเอง เป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติบูชา เป็นอาจารย์แท้จริงผู้ซึ่วจะนำทางมวลสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงไปสู่การรู้แจ้งเห็นจริง คนทั้ง หลายเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่ได้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ไดโชนิน มีชีวิตอยู่ก็จะทำพิธีจาริกแสวงบุญไปยังวัดใหญ่ไทเซขิจิ สถานที่ที่ซึ่งทั้งได- โงะฮนซนและท่านสังฆนายกพำนักอยู่ นี้มีความหมายเหมือนๆกัน กับการไปโทซังในขณะที่ไดโชนินมีชีวิตอยู่
         ในวันที่ 12 เดือน ตุลาคม ค.ศ. 1279 ไดโชนิน ได้จารึกสร้าง ได-โงะฮนซน ขึ้นไว้ เป็นการรวบรวมเอาชีวิตของท่านซึ่งเข้าถึง การรู้แจ้งเห็นจริงแล้วเข้าไว้ในรูปของสิ่งสักการบูชาแท้จริง เพื่อมวลสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงในสมัยธรรมปลาย ได-โงะฮนซน นั้นได้รับการปกป้องคุ้มครองดูแลรักษาให้ปลอดภัยมาเป็นเวลามากกว่า 700 ปีแล้ว ในที่สุดไดโชนิน ได้ส่งต่อมอบความรู้แจ้งเห็นจริง ของท่านเองทั้งหมดไปให้แก่นิคโค โชนิน แต่เพียงผู้เดียว และได้แต่งตั้งนิคโค่ โชนิน ให้เป็นผู้สืบทอดมรดกของท่านแต่เพียงผู้เดียว เท่านั้น นิชิโมขุ โชนิน สืบทอดต่อจากนิคโค โชนิน และ นิชิโดะ โชนิน ก็สืบทอดต่อจากนิชิโมขุ โชนิน สืบทอดต่อๆ กันลงมาตามลำ ดับโดยไม่ขาดสายจนถึงสังฆนายกองค์ปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เวลาที่เราจาริกแสวงบุญไปโทซัง เราจะมอบอุทิศชีวิตจิตใจอย่างมีใจเดียว อยากเห็นได-โงะฮนซน และอยากจะเห็นสังฆนายกองค์ปัจจุบัน
         ถ้าพวกเราคิดว่าได-โงะฮนซน เป็นเสมือนรากแก้ว โงะฮนซนองค์อื่นๆ ก็เปรียบเสมือนกิ่งก้านและใบไม้ โงะฮนซนซึ่งได้รับการ ประดิษฐานเอาไว้ ณ วัดต่างๆ ในแต่ละวัด และโงะฮนซนซึ่งได้รับการประดิษฐานเอาไว้ ณ วัดต่างๆ ในแต่ละวัด และโงะฮนซน ซึ่งได้ รับการคัดลอกออกมาจากได-โงะฮนซน ซึ่งเป็นสิ่งสักการบูลาสูงสุดและถึงพร้อมด้วยชีวิตของ นิชิเร็น แห่งมหาบรมปูชนียสถานแห่ง ปรมัตธรรม โดยสังฆนายกแต่ละองค์สืบทอดต่อๆ กันมากุศลผลบุญอันใหญ่ยิ่งเกิดขึ้นมาจากโงะฮนซนเหล่านั้น ซึ่งมีแหล่งต้นกำเนิด ของกุศลผลบุญมาจากไดโงะฮนซน
         สังฆนายกองค์ที่ 26 นิชิคัน โชนิน กล่าวข้อความนี้เอาไว้ว่า

       โงะฮนซนองค์นี้ จะประทานกุศลผลบุญอันไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่มีที่สิ้นสุดและการทำงานอันไม่อาจหยั่งวัดได้นั้น ล้ำลึกและ กว้างใหญ่ไพศาล เพราะฉะนั้น ถ้าท่านสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ด้วยความศรัทธาในโงะฮนซนนี้แม้เพียงเวลาสั้นๆ "ไม่มีคำอธิษฐานขอใดๆ ที่จะไม่ได้รับคำตอบ" ไม่มีความทุกข์ความชั่วร้ายใดๆ ที่จะไม่ได้รับขจัดให้หมดสิ้นไป ไม่มีพรใดที่จะไม่ได้ รับการประธานให้มา และไม่มีเหตุผลใดๆ ซึ่งจะไม่ปรากฏชัดเจนออกมา
                                                                                                                     (โยชู เล่ม 4 หน้า 213)

         โดยขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม กล่าวกันว่า แม้ชีวิตของเราก็สามารถทำให้ยืนยาวออกไปได้ ถ้าพวกเราปฏิบัติอย่างขยัน ขันแข็ง กระตือรือร้น จงระลึกเอาไว้ในหัวใจของเราว่าเราจะต้องมีความปราถนาอยากที่จะได้เห็นได-โงะฮนซน เพราะฉะนั้น เท่าที่ โอกาสของเราจะเป็นไปได้ เราควรจะจารึกแสวงบุญไปยังวัดใหญ่ ไทเซขิจิ ที่ซึ่ง ได-โงะฮนซน ได้รับการประดิษฐานเอาไว้
         สังฆนายกองค์สืบทอดต่อๆ กันมาทั้งหลายทั้งหมด ล้วนได้รับมอบพุทธศาสนาอันล้ำลึกมากที่สุดของไดโชนิน เอาไว้โดยทั้ง หมดทั้งสิ้นพวกเรายอมรับว่าสังฆนายกองค์ที่สืบทอดต่อๆ กันมาแต่ละองค์นั้นเป็นเสมือนทายาทผู้สืบทอดอันถูกต้องของ นิชิเร็น ไดโชนิน และพวกเราจะต้องปฏิบัติตามท่านในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่แท้จริงพวกเราจึงจะสามารถได้รับกุศลผลบุญอันไม่อาจหยั่งวัดได้ โดยการเทิดทูนบูชายอมมอบตัวนับถือศรัทธาปฏิบัติตามโงะฮนซน และหลักสำคัญแห่งความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ ท่าน มหาธรรมาจารย์เมียวลักแห่งประเทศจีนได้กล่าวไว้ว่า :

       เมื่อผู้ใดจะยอมรับนับถือในคำสอนทางพุทธศาสนา ก็เป็นสิ่งจำเป็นว่าจะต้องตรวจสอบดูแลต้นตอ คนผู้ซึ่งเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ต้นกำเนิดก็มักจะกลายเป็นคนที่มีความหยิ่งทะนงตัวอวดดี และเพราะฉะนั้น ก็จะไม่สามารถเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้

         ในพุทธศาสนาของนิกายนิชิเร็น โชชู ต้นกำเนิดของความศรัทธาและกุศลผลบุญนั้นจะค้นพบได้ ณ วัดใหญ่ไทเซขิจิ นี่คือเหตุ ผลว่าทำไมการจาริกแสวงบุญไป วัดใหญ่ไทเซขิจิ จึงเป็นหลักขั้นมูลฐานอันสำคัญยิ่งที่จะต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดในพุทธศาสนาแท้ จริง อันนี้

อุชิโตระ-งนเกียว
         ในวัดใหญ่ไทเซขิจิจะมีพิธีสวดอุชิโตระ-งนเกียวศาลาต้อนรับอาคันตุกะหลังใหม่ (New Reception Hall) : ซึ่งจัดไว้ให้ สังฆนายกทำพิธีในช่วงเวลาตามประเพณีดั้งเดิม คือช่วงเวลาวัวและเวลาเสือ

         อุชิโตระ (อุชิ : 01.00 - 03: A.M., โตระ : 03:00 - 05.00 A.M.) การสวดมนต์ งนเกียวนั้นเป็นประเพณีซึ่งถือปฏิบัติกันมา ตลอดเวลา 700 กว่าวปีแล้ว ทุกๆคืน โดยไม่เว้นเลยแม้แต่คืนเดียว ในช่วงเวลาที่กล่าวนี้จัดได้ว่า เป็นเวลาที่ความมืดกำลังจะจากไป และแสงสว่างกำลังจะเข้ามาถึง ซึ่งเป็นเวลาตรงกับจังหวะเวลาตามประเพณีดั้งเดิมของธรรมชาติ
          จากแง่ของพุทธศาสนา พระศากยมุนีพุทธะ ก็ได้เข้าถึงการรู้แจ้ง เห็นจริงในช่วงเวลานี้คือ เวลาวัวและเวลาเสือในช่วงเวลา เดียวกันนี้ ของวันที่ 12 กันยายน 1271 ได้มีการบีฑาธรรม ณ ตำบลทัตสึโนะคุชิ ซึ่งทำให้ไดโชนินสลัดละทิ้งเอกลักษณ์เฉพาะกาล ชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็เป็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ของพระโพธิสัตว์โจเกียว(วิศิษฐ์จาริตรโพธิสัตว์)และได้เข้าถือครองเอกลักษณ์ แท้จริงของท่าน - ในฐานะที่เป็นพระพุทธเจ้าแท้จริง ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เป็นชั่วโมงของการเปลี่ยนแปลงจากการตาย ในฐานะมนุษย์ ปุถุชนไปสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในฐานะพระพุทธเจ้า
         นิชิเร็น ไดโชนิน และสังฆนายกองค์ที่สืบทอดต่อๆ กันมาทั้งหลายทั้งหมดได้ทำพิธีสวดมนตอุชิโตระ-งนเกียว ทุกๆ เช้าเป็น เวลายาวนานถึง 700 กว่าปีมาแล้ว พิธีสวดมนต์งนเกียว เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก (โคเซ็น รุฝุ) และเป็นการสวดให้แก่มวล
สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้ได้บรรลุพุทธภาวะ เพราะฉะนั้นเมื่อพวกเราได้รับอนุญาติให้เข้าร่วมพิธีสวดอุชิโตระ-งนเกียว ทำให้พวกเรา มีโอกาสได้รับกุศลผลบุญอันมากมายมหาศาลของการได้บรรลุพุทธภาวะในรูปร่างที่เป็นอยู่ในขณะปัจจุบันของเรา ซึ่งเป็นกุศลผลบุญ ขั้นรากฐานของพุทธศาสนาแท้จริงของนิชิเร็น ไดโชนิน
         ในขณะที่สวดอุชิโตระ-งนเกียว สังฆนายกจะสวดมนต์ทำวาระ 5 จบ เหมือนกับการสวดมนต์ทำวาระเช้า ตรงหน้าแท่นที่บูชา ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง เสร็จแล้วท่านจะย้ายไปสวดโยไฮโจ (Yohaijo) ที่แท่นที่บูชาเล็กซึ่งตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือแล้วสวดบทที่โฮเบ็นพน จิกาเงะ ไดโมขุ และอธิษฐานในใจในขณะที่หันหน้าไปทาง ได-โงะฮนซนแห่งมหาบรมปูชนียสถานแห่งปรมัตธรรม(High Santuary) ซึ่งอยู่ ณ มหาศาลาซึ่งใช้ประดิษฐานได-โงะฮนซน(Enshrinement Hall)
ในขณะเมื่อเข้าร่วมสวดอุชิโตระ-งนเกียว
         พวกเราได้รับอนุญาติให้เข้าร่วมในพิธีสวดอุชิโตระ-งนเกียวก็ด้วยความกรุณาของสังฆนายก พวกเราจึงควนสำนึกรู้ในพระคุณ ของท่านที่ได้ให้โอกาสแก่พวกเรา ในการเข้าร่วมในพิธีอันสำคัญนี้
         สังฆนายกเดินเข้ามาแล้ว ท่านจะหันหน้าไปทางโงะฮนซน และสวดไดโมขุ 3 ครั้ง (Daimoku Sansho) และแล้วก็หันหน้าไป
ทางตะวันออก และสวดไดโมขุอีก 3 ครั้ง เริ่มต้นสวดวาระที่ 1 เหมือนในการสวดมนต์ทำวาระเช้า ในตอนแรกพวกเราจะสวดไดโมขุ ซันโช่ ในใจตามท่าน การสวดต่อไปก็จะกระทำเหมือนกันกับการทำวาระเช้า ในขณะเมื่อสังฆนายกสวดฮิคิ ไดโมขุ(ไดโมขุ ยาว) ภายหลังสวดข้อความตอนจิกาเงะของคัมภีร์นั้น ก่อนที่จะสวดอธิษฐานในใจในวาระแรก สอง สาม และสี่ พวกเราจะสวดตามการ นำสวดไดโมขุยาว ของสังฆนายกแต่เพียงเบาๆ และจงระมัดระวังให้มากอย่าได้สวดนำหน้าท่าน
         อุชิโตระ-งนเกียว จะทำพิธีสวดต่อหน้า โอซากาวาริ โงะฮนซน (Ozagawari) ซึ่งเป็น โงะฮนซน ที่ได้ถูกคัดลอกโดยสังฆนายก องค์ที่ 2 นิคโค โชนิน ให้แก่ สังฆนายกองค์ที่ 3 นิชิโมขุ โชนิน ซึ่งเป็นการชี้ส่อให้เห็นถึงการส่งต่อมอบการสืบทอดมรดกแห่งธรรมนั้น เมื่อการสวดงนเกียววาระเช้าจบลงแล้ว สังฆนายก ก็จะย้ายที่นั่งไปที่โยไฮโจ แท่นที่บูชาเล็กซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของแท่นที่ บูชาใหญ่อันสำคัญ เพื่อสวดอธิษฐานต่อไดโงะฮนซน ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป พวกเราก็เปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งไปอยู่ทางที่พวกเราหันหน้า ไปทางโยไฮโจ และสวดบทที่โฮเบ็นพน จิกาเงะ (ตอนที่ A และ C) และโชได (Shodai)กับสังฆนายก
         โชได จบลงด้วยการเคาะระฆัง ภายหลังสังฆนายกสวดไดโมขุ ซันโช่ แล้ว พวกเราจะสวดอธิษฐานในใจคำอธิษฐานในวาระที่ 2 ภายหลังสังฆนายกสวดไดโมขุ ซันโซ่ อีกครั้ง พวกเราก็จะสวดอธิษฐานในใจตอนแรกของคำอธิษฐานในใจวาระที่ 3 ให้แก่ นิชิเร็น ไดโชนิน แล้วสังฆนายกก็จะสวดไดโมขุ ซันโช่ อีกครั้งพวกเราก็จะอธิษฐานในใจข้อความตอนท้ายของคำอธิษฐานในวาระที่ 5 ในตอนจบพิธี เมื่อสังฆนายกตีระฆังแล้ว ทุกๆ คนโดยพร้อมเพรียงกันก็จะสวดไดโมขุ ซันโช่ พร้อมๆ กันกับสังฆนายกอีกทีเป็นจบพิธี
พิธีโกไกฮิ (Gokaihi)
         โกไกฮิ ตามตัวหนังสือหมายถึง "การเปิดประตู" เป็นการพูดถึงการเปิดบุตสึดัน ที่ซึ่งได-โงะฮนซน ได้ถูกประดิษฐานเอาไว้ การกระทำพิธีนั้นเป็นการสวดอธิษฐานให้แก่ ได-โงะฮนซน และเป็นการปฏิบัติดูแลรับใช้ได-โงะฮนซน ในระยะใกล้ชิด ซึ่งเรียกกันว่า ไนไฮ (Naihai) เพราะการสวดอธิษฐานนั้นตามธรรมดาแล้ว จะมอบถวายให้แก่ ได-โงะฮนซน จาก โยไฮโจ ในศาลาต้อนรับ (Reception Hall) ซึ่งนับว่าพิธีนี้เป็นโอกาสอันดีที่พวกเราจะได้เข้าไปในศาลาที่ใช้ในการประดิษฐาน (Enshrinement Hall, Hoanden โฮอันเด็น)และทำการมอบถวายไนไฮ ในระหว่างพิธี โกไกฮิ เป็นการพิเศษ
         เพราะว่าเวลาของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก(โคเซ็น รุฝุ) ยังไม่มาถึงและโลกก็ยังเต็มไปด้วยคนผู้ซึ่งหมิ่นประมาทต่อธรรม แท้จริง (The True Law) ผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าร่วมในพิธีโกไกฮิน้น จะมีเพียงผู้นับถือในนิกายนิชิเร็น โชชู เท่านั้น นี่ก็เป็นเพราะ ความเมตตากรุณาของสังฆนายก ที่มีอยู่ต่อบรรดาผู้นับถือทั้งหลาย
         พิธีโกไกฮิ เริ่มต้นขึ้นด้วยทุกๆ คนสวดไดโมขุ ในขณะที่พระสงฆ์เดินเข้ามา สังฆนายกหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่จะเข้า ไปที่แท่นที่บูชาแห่งเขาพระสุเมรุ (แท่นที่บูชาแห่งได-โงะฮนซน) เมื่อสังฆนายกตีกลองประตูของแท่นที่บูชาก็จะเปิดออก ทุกๆ คนจะ ก้มลงกราบด้วยความเคารพบูชา สังฆนายกจะนำสวดท่องคัมภีร์ส่วนที่ ก.ข. และ ค. ในหนังสือคัมภีร์สวดมนต์ส่วน ค. จะถูกอ่านซ้ำ จากนี้จะตามมาโดยการสวดไดโมขุ ในขณะที่สังฆนายกสสวดอธิษฐานต่อ ไดโงะฮนซน ให้แก่คนที่อยู่ในที่ที่ทำพิธี สังฆนายกก็จะตรวจ ดูรายชื่อของแต่ละคนที่อยู่ ณ ที่นั้น เมื่อการสสวดไดโมขุจบลง คำอธิษฐานขอในวาระที่ 2, 3 ครึ่งหลังของวาระที่ 4 และครึ่งหลังของ วาระที่ 5 ก็จะถูกอ่านถวายมอบเป็นพุทธบูชา แล้วสังฆนายกก็จะนำสวดคำเทศนาซึ่งเป็นไปตามพิธีการตามจารีตประเพณีที่เคยถือ ปฏิบัติสืบต่อกันมา แล้วท่านก็จะนำสวดไดโมขุ ในขณะที่ประตูต่างๆ ของแท่นที่บูชาปิดลง ทุกๆ คนจะก้มศรีษะไหว้แสดงความนับถือ อย่างยิ่ง ในขณะที่ประตูชั้นในสุดได้ปิดลง
         มีสถูปเจดีย์ทองคำตั้งอยู่ทั้ง 2 ข้างของแท่นที่บูชาของได-โงะฮนซน สถูปเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ บรรจุกระดูกของนิชิเร็น ไดโชนินเอาไว้สถูปเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านขวามือบรรจุรูปเหมือนของ ไดโชนิน รูปเหมือนนี้ถูกแกะสลักเอาไว้โดยสานุศิษย์ของไดโชนิน ชื่อว่า นิปโป ได้แกะสลักขึ้นจากไม้ชั้นหนึ่งซึ่งเหลือจากการแกะสลัก ได-โงะฮนซนแล้ว กล่าวกันว่า นิปโป ได้มอบถวายรูปเหมือนนี้ให้แก่ไดโชนินเป็นการส่วนตัว และไดโชนิน ได้กล่าวชมว่าเหมือนตัว ท่านเองมาก สถูปเจดีย์ทั้ง 3 นั้น จะถูกเปิดออกในขณะเวลาที่ทำพิธีโกไกฮิ เนื่องในการทำพิธีคลี่ม้วนโงะฮนซน และม้วนโงะโช่ให้สัม ผัสกับอากาศ(Airing of he Scrolls Ceremony) ซึ่งอยู่ในพิธีโอมูชิ บาไร ในเดือนเมษายนของทุกๆ ปี และในพิธีโอเอะชิกิ(Oeshiki Ceremony) ในเดือนพฤศจิกายน

จุดมุ่งหมายของการไปโทซัง
         เมื่อผู้นับถือชื่อ นิชิเมียว โชนิน ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการถูกเนรเทศไปอยู่เกาะซาโดะ นางได้รีบเดินทางออกไปจากเมือง คามาคุระพร้อมกับบุตรสาว ชื่อ โอโตโกซะ เพื่อไปเยี่ยมท่านในช่วงเวลานั้นมีพวกกบฏ โจรผู้ร้าย และโจรสลัดเที่ยวอาละวาดไปทั่ว อย่างเสรี ดังนั้นการเดินทางจึงต้องเสี่ยงชีวิตอย่างมาก นิชิเมียว โชนิน และลูกสาวก็ได้เดินทางไปกันเอง โดยไม่มีคนร่วมเดินทางไป ด้วยหรือใครคอยช่วยเหลือเธอเลย
         ต่อมา นิชิเร็น ไดโชนิน ได้ย้ายไปอยู่เขามิโนบุ เธอก็ได้เดินทางไปยังเขามิโนบุอีกครั้ง ความศรัทธาอันพากเพียรพยายามเข้ม แข็งของเธอมากมายใหญ่หลวงจนทำให้เธอสามารถจาริกแสวงบุญไปเขามิโนบุ และเกาะซาโดะ ไดโชนิน ได้กล่าวยกย่องสรรเสริญ ความศรัทธาของนิชิเมียว โชนิน ในการเฝ้าติดตามไดโชนิน ด้วยตัวของนางเอง แม้จะมีอันตรายอย่างยิ่ง
         อะบุตสึโบะ ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะซาโดะ ได้รับการชัคคุบุคุ โดย ไดโชนิน เขาและภรรยาของเขาเซ็นนิชิอามะ ได้เข้ามาศรัทธา ในคำสอนของไดโชนิน ต่อมาอะบุตสึโบะได้เดินทางไปเยี่ยมไดโชนินเขามิโนบุ ถึง 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อเขามีอายุได้ 90 ปี ในการ จาริกแสวงบุญไปครั้งสุดท้ายในปี 1278 ท่านได้แบกสิ่งของต่างๆ ซึ่งท่านจะนำเอาไปถวายเอาไว้บนบ่า ใช้เวลาเดินทางถึง 22 วัน กว่าจะถึงที่ พำนักของ ไดโชนิน ความศรัทธาของอะบุตสึโบะและของนาง นิชิเมียว โชนิน นั้นล้ำลึกยิ่งนัก

เจตนารมณ์อันแท้จริงของการไปโทซัง
         การข่มเหงตามจองล้าง บีฑาธรรม ของผู้นับถือใน นิกาย นิชิเร็น โชชู ได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (1660-1867) แล้วเป็นที่รู้กัน ดีในนามของบีฑาธรรมที่คานาซาวะ (Kanazawa) ในช่วงเวลาอันเต็มไปด้วยความยากลำบากนี้ มันเป็นความปราถนาอันใหญ่ยิ่ง ของผู้นับถือฮกเขะโคะ ในบริเวณคานาซาวะของประเทศญี่ปุ่น ในการพยายามที่จะไปโทซัง วัดใหญ่ไทเซขิจิให้ได้
          มีผู้นับถือในเมืองคานาซาวะ บางคนผู้ได้มีส่วนร่วมในซันคิน เคาไต (Sankin Kautai) อันเป็นขบวนของท่านลอจ์ดทั้งหลาย และบรรดาข้าบริวารของเขาซึ่งเป็นการเดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ อันเป็นบ้านเกิดไปยังเมืองหลวงของเอโดะ(ในปัจจุบันคือ โตเกียว) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โชกุนต้องการ ในตอนกลางคืนขณะที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่ในเมืองโยชิฮาระ ในบริเวณฟูจิ ผู้นับถือหลายคน ในคณะผู้ติดตามจะรอจนคนพากันหลับสนิทหมดแล้ว พวกเขาก็จะค่อยๆ ย่องหนีออกไปทีละ 2-3 คน เมื่อไปถึงนอกแคมป์แล้ว พวก เขาก็จะมารวมกลุ่มกันและรีบวิ่งไปยังวัดไทเซขิจิ ระยะทางราวๆ 10 ไมล์ เมื่อพวกเขาไปถึงวัดไทเซขิจิ พวกเขาก็จะรึบคุกเข่าลงทันที ทันใดบนทาเท้าที่ปูเอาไว้ด้วยก้อนหินตรงหน้า เรือนเก็บสมบัติมีค่ายิ่ง มุ่งความศรัทธาของพวกเขาในการไปนมัสการไดโงะฮนซน พวกเขา สวดมนต์อย่างชนิดที่เรียกว่ามีใจเดียว ไม่เอาใจใส่ต่อความหนาวเย็นชนิดเข้ากระดูกในฤดูหนาว เสร็จแล้วพวกเขาก็จะรีบ กลับไปยังที่พักแรมในโยชิฮาระ ก่อนที่ท่านลอจ์ดและคนอื่นๆ จะตื่นขึ้นมา
         ผู้นับถือฮกเขะโคะ ในรุ่นแรกๆ สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาในแบบของนิชิเมียว โชนิน และแบบของอะบุตสึโบะ พวกเขาพา กันคิดว่าโทซังนั้น เป็นความสุขปลาบปลื้มยินดีปรีดาอันใหญ่ยิ่ง และยึดมั่นศรัทธาแม้จะต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตของพวกเขา

ในจดหมายถึงเซ็นนิชิ-อามะ ไดโชนิน ได้เขียนเอาไว้ว่า :

       สามีของคุณช่างเป็นคนน่าอัศจรรย์จริงๆ ! เขามาถึงเขามิโนบุนี้ได้จากเกาะซาโดะเมื่อปีกลาย และในปีนี้เขาก็มาอีกเช่นกัน เขาได้เก็บเอาพืชผักสีเขียว ไปเอาน้ำและตัดฟืนมาให้ และได้มาปรนิบัติรับใช้อาตมาอยู่นานมากกว่าเดือน ดูประหนึ่งว่า พระราชา ตามคอยเฝ้าปรนิบัติรับใช้พระฤาษี อสชิผู้เป็นอมตะอย่างสัตย์ซื่อจริงใจอาตมารู้สึกสัมผัสได้กับการมีความสัมพันธ์อันเร้นลับมหัศ จรรย์ ซึ่งมีอยู่ระหว่างตัวอาตมาเองและตัวเขา จนอาตมาแทบไม่สามารถกล่าวแสดงความชื่นชมอันลึกซึ้งแก่เขาได้
                                                                                                                     (ชินเพ็น หน้า 1220)

โงะโช่ยังกล่าวเอาไว้อีกด้วยว่า :

       จริงๆ แล้ว วิถีทางที่ดีมากที่สุดสำหรับการบรรลุพุทธภาวะก็คือ การดูแลรับใช้อาจารย์
                                                                                                                     (ชินเตอิ เล่ม 3, หน้า 2308)

         การเฝ้าคอยดูแลรับใช้พระพุทธหรืออาจารย์นั้นเป็นจิตใจแท้จริงของลูกศิษย์ ทุกวันนี้พวกเรามีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับใช้วัด ใหญ่ไทเซขิจิ พวกเราจึงต้องระมัดระวังในเวลาที่จะออกเดินทางกลับสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราได้กระทำไปในขณะที่พวกเราอยู่ โทซังเพราะมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนด้านศรัทธาของพวกเรา