Javascript Menu by Deluxe-Menu.com
   การสนทนาธรรมระหว่างนักปราชญ์และคนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง
รวมหลักธรรมเบื้องต้น



การสนทนาธรรมระหว่างนักปราชญ์และคนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง
Conversation Between a sage and an Unenlightened Man
(โชกุ มนโด-โช่ : "Shogu mondo-sho")


     เพียงแค่เธอสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (Nam-Myoho-Renge-Kyo)เท่านั้น แล้วยังจะมีสิ่งใดๆ ซึ่งได้กระทำผิดเอาไว้แล้ว จะ ไม่ได้รับการถูกขจัดทำลายให้สิ้นซากหมดไปหรือ ? ยังจะมีสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์จะไม่ได้รับการประทานให้มาหรือ ? นี่คือ สัจธรรมความจริง และมันเป็นสิ่งซึ่งล้ำลึกยากย่ิงมากที่สุดในการที่จะหยั่งวัดได้ เธอควรจะเชื่อและยอมรับในมัน                                                                                            (Gosho, p.406 ; MW-5, p.110-111)

          ภายหลังจาก นิชิเร็น ไดโชนิน (Nichiren Daishonin) ได้สถาปนาก่อตั้งพุทธศาสนาแท้จริง (The true Buddhism)สำเร็จลุ ล่วงไปได้อย่างต่อเนื่องแน่วแน่มั่นคง ท่านยังได้ใช้ความพากเพียรพยายามในการที่จะชัคคุบุคุ(Shakubuku) คนทั้งหลายทั้งปวง ผู้ซึ่งพากันเชื่อและปฏิบัติตามนิกายทางศาสนาต่างๆ ทั้งหลายทั้งหมดเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้อธิบายชี้แจงโต้แย้งเกี่ยว กับถ้อยแถลงของนิกายความเชื่อทั้ง 4 กลุ่ม (The four dictums)(shika no kakugen) อันเป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับคำสอนของ นิกายวินัย(นิกายริสึ : Ritsu sect) นิกายมนตรยาน (นิกายเน็มบุตสึ : Nembutsu sect), นิกายมนตรา (นิกายชินงน : Shingon sect), นิกายอมิตาพุทธะ (นิกายเซ็น : Zen sect) ซึ่งได้รับความนิยมชมชอบเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางและยังได้รับการยอม รับนับถือในบรรดาประชาชนคนทั้งหลายในเวลาที่ผ่านมาแล้วนั้น
         ในโงะโช่ (Gosho)ฉบับนี้ "การสนทนาธรรมระหว่างนักปราชญ์และคนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง" (Conversation Between a Sage and an Unenlightened Man) ไดโชนิน (Daishonin)ปฏิเสธไม่ยอมรับนิกายริตสึ(Ritsu sect), นิกายเน็มบุตสึ (Nembutsu sect), นิกายชินงน (Shingon sect), นิกายเซ็น (Zen sect) โดยการใช้หลักธรรมคำสอนซึ่งทำให้มีชัยชนะต่อคำสอน ต่างๆซึ่งมีความหมายตื้นๆ และส่งเสริมสนับสนุนหลักธรรมคำสอนต่างๆซึ่งมีความหมายอันล้ำลึกมากยิ่งกว่า โดยวางรากฐานเอาไว้ บนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อแถลงทั้งสี่ (The four Dictums : shika no kakugen) ไดโชนิน (Daishonin)อธิบายหลักคำสอนซึ่งมี กล่าวเอาไว้ว่า สัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra) นั้นเป็นหลักธรรมคำสอนซึ่งมีความหมายอันล้ำลึกใหญ่ยิ่ง (hokke ichi jitsu)
         ข้อความตอนนี้ของโงะโช่ (Gosho) บรรยายเอาไว้ให้เห็นคนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง ผู้ซึ่งเกิดความรู้สึกตื่นระหนกตก ใจในความไม่แน่นอนไม่มั่นใจ และความหยาบกระด้างของชีวิต เขาใฝ่แสวงหาหนทางในทางที่จะทำให้หลุดพ้นจากบาปนรกซึ่งมีอยู่ ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และ ท่องเที่ยวไปเพื่อแสวงหาการได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักคำสอนต่างๆ ของ นิกาย ริตสึ (Ritsu sect), นิกายเน็มบุตสึ(Nembutsu sect), นิกายเซ็น (Zen sect) ในท้ายที่สุดคนผู้นั้น ซึ่งเข้าไม่ถึงการรู้แจ้งเห็นจริง ก็ได้พบกับนัก ปราชญ์(sage)ผู้ซึ่งยินดีในการที่จะสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra)อันเป็นสัจธรรมความจริงให้ และแล้วชายผู้นั้นก็ ค่อยๆ เข้าใจในคำสอนแท้จริง (true teaching)กระบวนการของการเข้าใจนั้นค่อยๆ เกิดขึ้นในรูปแบบของการถาม-ตอบ ระหว่างคน ทั้งสองนั้น
         เพราะว่า โงะโช่(Gosho) "การสนทนาธรรมระหว่างนักปราชญ์และคนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง" (Conversation Between a Sage and an Unenlightened Man) นั้นค่อนข้างจะยาวมาก อาตมาจึงใคร่ที่จะขอมุ่งจุดสนในในคเทศนาสอนเฉพาะข้อ ความซึ่งเกี่ยวข้องกับ ข้อความตอนนี้ซึ่งเหมาะกับเดือนนี้ นิชิเร็น ไดโชนิน (Nichiren Daishonin) ได้กล่าวเอาไว้กับคนผู้ซึ่งยังไม่รู้แจ้ง เห็นจริง ซึ่งเพิ่งตื่นขึ้นมาพบกับสัจธรรมความจริงได้หลังจากความหลงเชื่อและเข้าใจผิดไปในคำสอนของนิกายต่างๆ ซึ่งผิดๆ :
     เธอจึงงควรจะนำเอาสัจธรรมความจริงเกี่ยวกับคำสอนนั้น ก่อนอื่นใดทั้งหมด                                                                                            (Gosho, p.402 ; MW-5, p.100)

         และแล้วคนผู้ซึ่งยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงได้ขยับตัวนั่งตัวตรงในท่าทางซึ่งแสดงออกให้เห็นถึงการให้ความเคารพนับถือและได้กล่าว ออกมาว่า :

     จริงๆ แล้ว มันเป็นการยากมากในการที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ยิ่งกว่าการที่จะเอาเส้นด้ายหย่อนลงมาจากสวรรค์เบื้องบน แล้วค่อยๆหย่อนมันลงไปให้เข้ารูเข็มซึ่งอยู่ที่ก้นทะเลและมันจะเป็นการยากมากยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับคนผู้นั้น ในการที่จะสามารถได้่ ยินธรรมของพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าเต่าตาเดียวจะพบกับขอนไม้ลอยมา (โดยมีโพรงกลวงอยู่บนไม้นั้นซึ่งโพรงนั้นจะต้องกว้างใหญ่ลึก พอหมาะกับตัวของมันอย่างพอดิบพอดี)ในขณะนี้อาตมาได้จุติเกิดขึ้นมาในโลกมนุษย์แล้ว มีบางสิ่งบางอย่างซึ่งยากที่จะทำให้ สำเร็จลุล่วงไปได้และได้มีโอกาสดีในการที่จะได้ยินการสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งซึ่งพบได้ยากยิ่งถ้าอาตมาจะผ่านเลยการมี ชีวิตในชาติปัจจุบันนี้ไปในความเกียจคร้านเสียแล้ว ชีวิตในอนาคตชาติของฉันก็คงจะทำให้ตัวของฉันเองเป็นอิสระปราศจากความ ทุกข์ทรมานของการเกิดและการตายและเข้าถึงกการรู้แจ้งเห็นจริงไปได้ละหรือ?แม้ว่าอาตมาจะต้องสลัดละท้ิงชีวิตของอาตมาและ ทำลายร่างกายนี้ของอาตมาลงอาตมาได้ตัดสินใจในการที่จะใชีชีวิตอย่างง่ายๆไม่เคร่งเครียดและเข้าถึงพุทธมรรคได้ตามคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นการช่วยนำเอาการเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงไปให้แก่บิดาและมาดาของอาตมาและช่วยให้ตัวของอาตมาเอง ไม่ต้องถูกพันธนาการอยู่ในนรกกรุณาสอนอาตมาอย่างถูกต้องด้วยเถิดว่าอาตมาควรจะปฏิบัติอย่างไร!   คนเราควรจะต้องปฏิบัติ
มันอย่างไร?ถ้าเขาจะยึดมั่นศรัทธาในสัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra)                                                                                     (Gosho, p.102 ; MW-5, p.101)

         เพืื่อเป็นการให้กำลังใจต่อคำกล่าวอันน่าเลื่อมใส โดยคนผู้ยังเข้าไม่ถึงการรู้แจ้งเห็นจริง นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนจึงได้กล่าว ออกมาว่า :

     ท่านได้ถูกกระตุ้นเร้าด้วยกลิ่นหอมจากห้องที่มีกลิ่นกล้วยไม้ (orchid room)ของเพื่อนของท่าน บัดนี้ ในการเผบแผ่คำสอนทาง พุทธศาสนาออกไปให้ได้อย่างกว้างไกล และนำเอาการหลุดพ้นมาให้แก่คนทั้งหลลายทั้งปวง สิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องนำเอามาพินิจ พิจารณาก็คือ คำสอน ความสามารถของคนผู้นั้น, เวลา, ประเทศชาติ และการเรียงลำดับเกี่ยวกับการเผยแผ่ธรรมนั้น เหตุผลก็มี อยู่ดังต่อไปนี้ ในแง่ของกาลเวลา ก็มีช่วงเวลาแห่งสมัยบริสุทธิ์ธรรม (The Former Days of the Law) สมัยรูปธรรม (The Middle Days of the Law) สมัยธรรมปลาย (The Latter Days of the Law) และในแง่ของคำสอนทั้วหลายก็มีคำสอนหินยาน และ มหายาน ในแง่ของของการปฏิบัติต่างๆนั้นก็ได้รับการยอมรับเอามาปฏิบัติกันต่างๆ ซึ่งก็มี โชจู (Shoju) และชัคคุบุคุ(shakubuku) เป็นการผิดไม่ถูกต้องในการปฏิบัติโดยการทำชัคคุบุคุในขณะเวลาเมื่อ โชจู(Shoju)ได้รับการเรียกร้องหา และก็จะเป็นการผิด พลาดเท่าๆกัน ในการปฏิบัติโชจู(Shoju) ในขณะเมื่อการทำชัคคุบุคุ(Shakubuku) นั้นเหมาะสมมากกว่า เพราะฉะนั้นสิ่งแรกใน การที่จะต้องนำเอามาตัดสินก็คือ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นเวลาสำหรับการทำ ชัคคุบุคุ (shakubuku)... แต่ในยุค ปัจจุบันนั้นเป็นยุคสมัยอันไม่สะอาดบริสุทธิ์... คนจึงควรปฏิบัติแต่เพียงชัคคุบุคุ(shakubuku) แต่ถ้ายุคสมัยปัจจุบันจะเป็นยุคสมัย อันไม่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว... คนก็ควรจะปฏิบัติแต่เพียงชัคคุบุคุ(shakubuku) และถ้าเขามีความสามารถพอ ก็จะใช้อิทธิพลและ สิทธิอำนาจในการทำลายล้างการหมิ่นประมาทต่อธรรมนั้น และความรอบรู้ของท่านเกี่ยงกับคำสอนต่างๆนั้น ในการปฏิเสธไม่ ยอมรับหลักธรรมคำสอนที่ผิดๆ
                                                                                     (Gosho, p.402-403 ; MW-5, p.101-105)

         ถึงตอนนี้ นักปราชญ์ ได้ชี้แนะว่า การทำชัคคุบุคุ(shakubuku)นั้นเป็นการปฏิบัติอันถูกต้องสำหรับโลกแห่งความหมองมัว และมีความหลงเชื่อผิดๆมีความคิดเพ้อเจ้อ ข้ามไม่พ้นภาพลวงตาในสมัยธรรมปลาย ชายผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงเห็นด้วย กับคำพูดของนักปราชญ์ว่า เขาต้องการเพียงแค่ได้คอยเฝ้าทะนุถนอมความศรัทธาอันล้ำลึกซึ่งมีอยู่ภายในหัวใจขอวตัวของเขาเอง เอาไว้และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำผิดพลาดของคนอื่นๆ นักปราชญ์ผู้นั้นจึงกล่าวออกไปว่า ตำแหน่งของชายผู้ซึ่งยังเข้าไม่ถึงการรู้ แจ้งนั้น เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม พระสูตรต่างๆ อรรถาธิบายเอาไว้ว่ามนุษย์จะต้องไม่หวงห่วงชีวิตของพวกเขา เองเพื่อการเห็นแก่ธรรมนั้น (fushaku shinmyo) และพวกเขาจะต้องเผยแผ่คำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้า แม้ว่ามันอาจต้องยอม สละหรือชดใช้มันด้วยชีวิตของพวกเขาเอง ถ้าบุคคลหนึ่งจะเผยแผ่ธรรมนั้น โดยปราศจากความลังเลใจ เหมือนดังที่ได้ถูกสอนเอาไว้ ในพระสูตรต่างๆ และแล้วศัตรูอันทรงพลังสามชนิดก็จะปรากฏตัวออกมา แลหาทางทำลายชีวิตของเขา ยิ่งไปกว่านั้นนักปราชญ์ยัง ได้อธิบายมอย่างเคร่งครัด
         โดยไม่ยอมให้มีการผ่อนปรนใดๆ ว่า ถ้าคนผู้ใดทองเห็นว่ามีการหมินประมาทและขาดความรอบคอบระมัดระวังในการเฝ้า คอยดูแล ปกป้องคุ้มครองธรรมนั้นแล้ว แต่ไม่ประณามด่าพวกเขาว่าไม่ถูกต้องด้วยตัวของเขาเอง หรือพลาดไปไม่ได้ร้องขอต่อผู้ซึ่งมี อำนาจสูงสุดในการตำหนิติเตียนพวกเขาแล้ว ก็แสดงว่า บุคคลผู้นั้นได้หันหลังของพวกเขาให้กับคำสอนทั้งหลายของพระพุทธเจ้า และไม่มีค่าใดๆ เลยในการที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นสานุศิษย์ของพระพุทธองค์ ถ้าคนผู้นั้นไม่ประณามด่าว่าผู้หมิ่นประมาทต่อ ธรรม นั้นด้วยตัวของพวกเขาเองและหรือไม่ร้องขอต่อผู้มีอำนาจให้ประณามกล่าวโทษต่อมันแล้ว บุคคลผู้นี้ก็ไม่ได้แสวงหาวิถีทาง แห่งพุทธภาวะอย่างแท้จริง ผู้คงแก่เรียนได้กล่าวดังต่อไปอีกว่า :

     เพราะฉะนั้นการที่ตัดสินใจลงไปเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการถุกฟ้องร้องกล่าวหาให้มีการดำเนินคดีกับผู้ซึ่งกำลังทรยศต่อ พุทธศาสนาแล้ว แม้ว่าอาตมาจะได้ก่อให้เกิดความเกลียดชังจากคนอื่นๆ อาตมาก็ได้เสียสละชีวิตของอาตมาให้แก่ พระศากย มุนีพุทธะ(Shakyamuni Buddha) และสัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra) จากการที่ได้ยื่นโยนเอาความเมตตากรุณาไปให้ แก่บรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงซึ่งมีชีวิตและประณามด่าว่าผู้หมิ่นปประมาทต่อธรรมนั้น คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งไม่สามารถจะ เข้าใจจิตใจของอาตมาได้ ก็คงจะต้องเม้มริมฝีปากของเขาแน่น และจ้องเขม็ง มาที่อาตมาด้วยดวงตาอันแสดงอารมณ์โกรธจัด แต่ถ้าท่านมีความวิตกกังวลห่วงใยอย่างแท้จริงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่มีอยู่ซึ่ง จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตแล้ว ท่านก็คงจะคิดเอา อย่างง่ายๆ ถึงความอยู่รอดปลอดภัยของตัวท่านเองแบบง่ายๆ และจงคิด พิจารณาดูธรรมก่อนอื่นใดทั้งหมด
                                                                                                    (Gosho, p.404 ; MW-5, p.107)

         นักปราชญ์ท่านนั้นอธิบายเอาไว้ว่า การปฏิเสธไม่ยอมรับการหมิ่นประมาทธรรม และเผยแผ่ธรรมนั้น ด้วยการคิดเอาง่ายๆ ถึง ความปลอดภัยของตัวเธอเอง และการพินิจพิจารณาดูธรรมนั้น ว่าอยู่เหนือกว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็จัดได้ว่าเป็นวิถีทางซึ่งจะทำ ให้หลุดพ้นได้จากความทุกข์ทรมานของชีวิตและความตาย เป็นการกล่าวตอบชายผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงแสดงอากัปกิริยา ออกมาให้เห็นถึงความพึงพอใจอันลึกล้ำและกล่าวออกมาจากหัวใจของเขาว่า :

     จากการมองเห็นได้ถึงความชั่วร้ายแต่กลับพลาดไปไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือน ก็ถือได้ว่าไม่ได้มีความระมัดระวังเกี่ยวกับการหมิ่น ประมาทต่อธรรมนั้น และไม่ได้ต่อต้านมัน นั่นก็เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำกล่าวของพระสูตรต่างๆ และเป็นการไม่เชื่อฟังต่อบรรพบุ รุษผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายต่างๆ (เป็นการไม่เชื่อในโลกแห่งพระสูตรต่างๆ และการไม่ปฏิบัติตามไม่รักษาศีล วินัย และการประ กอบพิธี) การลงโทษสำหรับการกระทำผิดอันนี้ เป็นสิ่งซึ่งรุนแรงอย่างยิ่งและเพราะฉะนั้นจากนี้เป็นต้นไป อาตมาจะอุทิศตัวของ อาตมาเองให้แก่ความศรัทธา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการยากในการที่จะนำเอาพระสูตรนี้ สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra) มาใช้ในการปฏิบัติ ถ้าจะมีบางจุดที่สำคัญจำเป็นยิ่งอันจะขาดเสียมิได้ในการที่จะต้องมีผู้ที่เชื่อและปฏิบัติตาม ก็ควรที่ทานจะ อธิบายมันให้ข้าพเจ้าฟังด้วยเถิด ?
                                                                                                    (Gosho, p.405 ; MW-5, p.109)

         การตอบคำถามของคนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง เกี่ยวกับข้อสำคัญจำเป็นยิ่ง เกี่ยวกับการปฏิบัติ สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra) นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนผู้นั้นได้ปรบมือเป็นการยกย่องสรรเสริญต่อพุทธมรรค(The Way of Buddha) และเปิด เผยออกมาให้รู้ว่า ตัวอักษรห้าตัวแห่ง เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (Myoho-Renge-Kyo) ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นแก่นเนื้อแท้สาระสำคัญจำเป็น ยิ่งอันจะขาดเสียมิได้ของ สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra)

     สิ่งซึ่งสำคัญจำเป็นยิ่งสำหรับการเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงของบรรดาพระพุทธะทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากอักษร ห้าตัวแห่ง เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (Myoho-Renge-Kyo)... แปดหมื่นคำสอน(80,000) ในจำนวนอันกว้างใหญ่ไพศาลมากมาย คำ พูดและวลีต่างๆ ในแปดเล่มของ สัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra) ทั้งหลายทั้งหมดนั้นได้ถูกอธิบายเอาไว้เพียงเพื่อที่จะ เปิดเผยให้รู้ถึงตัวอักษรห้าตัวเหล่านี้ เมื่อ พระศากยมุนีพุทธะ (Shakyamuni Buddha) รวบรวมเอาแก่นเนื้อแท้สาระสำคัญจำเป็น ยิ่งของหลักธรรมคำสอนและได้มอบความไว้วางใจในมันให้แก่ พระโพธิสัตว์จากพื้นโลก(Bodhisattvas of the Earth) บรรดาพวก เธอทั้งหลายได้วาดจินตนาการเอาไว้ว่า คำสอนนั้นคืออะไร ? มันก็คงจะไม่ใช่สิ่งอื่นใดไปได้นอกจากตัวอักษรห้าตัวเหล่านี้ ธรรม อันเป็นแก่นเนื้อแท้สาระสำคัญจำเป็นยิ่งอันจะขาดเสียมิได้นั้นนั่นเอง ข้อคิดเห็นหกพัน (6,000) หน้ากระดาษของข้อคิดเห็นซึ่งได้ถูก นำเอามาใช้อธิบายโดย เทียนไท้ (Tiantai)และเมียว-โล่(Miao-le) ก็คล้ายๆ กับลายแสงเพชร และหลายม้วนของคำอธิบายตี ความเอาไว้โดย เต้า-ซูอี่(Tao-sui)และ ฮซิง-มาน(Hsing-man) คล้ายๆกับทองคำอย่างมาก จงอย่าไปให้ไกลเกินกว่าความหมาย ของคำสอนนี้ ถ้าเธอกลัวเอามากๆ เกี่ยวกับการเกิดและการตายและปราถนาอยากอย่างแรงกล้าในการจะเข้านิพพานแล้ว ถ้า เธอตั้งใจจะทำให้ความศรัทธาของเธอสำเร็จลุล่วงไป และกระหายอยากจะเข้าถึงวิถีทาง(Way)นั้นแล้ว ความทุกข์ทรมานทั้งหลาย เกี่ยวกับการมีการเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยงแท้แน่นอนก็จะไม่กลายเป็นความฝันของวันวารอีกต่อไป และการที่จะปลุกให้ ความรู้แจ้งเห็นจริงให้ตื่นขึ้นก็จะไม่กลายเป็นความฝันเมื่อวันวานอีกต่อไปและการลุกให้ตื่นขึ้นจากการรู้แจ้งเห็นจริง ก็จะกลายไป เป็นความจริงของวันนี้ไป ถ้าเธอเพียงแต่สวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว(Nam-Myoho-Renge-Kyo)เท่านั้น แลัวยังจะมีสิ่งใดมากีด กั้นขวางทางใดๆ ซึ่งไม่อาจถูกขจัดทำลายให้หมดสิ้นไปได้อีกเล่า ? นี่คือสัจธรรมความจริง และมันเป็นสิ่งซึ่งลึกสุดจะหยั่งวัดได้ เธอควรจะเชื่อและยอมรับมัน
                                                                                                  (Gosho, p.406 ; MW-5, p.109-111)

       คนผู้ซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาในโงะโช่(Gosho)ฉบับนี้นั้น ก็ไม่ใช่จะเป็นปัจเจกบุคคลคนเดียว : เขาเป็นตัวแทนคนทั้งหลายทั้งหมดซึ่ง อยู่ใน สมัยธรรมปลาย (The Latter Day of the Law) ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่คนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการรู้แจ้ง เห็นจริง อ้าแขนทั้งสอง ข้างออกโอบกอดเอาสัทธรรมปุณฑิกสูตร(The Lotus Sutra) เข้าไว้ ยังผลให้มีการใช้ความพากเพียรพยายามจึงทำให้สามารถใน การทำชัคคุบุคุ(shakubuku)สำเร็จขึ้นมาได้ เขาเป็นสัญลัษณ์แทนตัวของพวกเราทั้งหลายทั้งปวง - ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ดัง นั้นพวกเราจะต้องเข้าใจให้ได้ว่าการทำชัคคุบุคุ(shakubuku)นั้นก็เป็นการปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra) ใน สมัยธรรมปลาย(The Latter Day of the Law) มันนเป็นวิถีทางสำหรับพวกเราในการที่ จะได้รับการปลดปล่อยให้หลุดพ้นออกมา จากความทุกข์ทรมานจากการมีชีวิตและความตายในขณะเมื่อคนผู้ซึ่งยังเข้้าไม่ถึงการรู้แจ้ง เห็นจริงเข้าใจได้ในข้อนี้ เขาก็ถามคนผู้ เป็นนักปราชญ์ผู้มีความเฉลียวฉลาดให้อธิบายจุดสำคัญอันจะขาดเสียมิได้ในการปฏิบัติ สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra) ในการตอบรับ นักปราชญ์ผู้นั้นก็ได้ให้คำชี้นำเอาไว้ว่ามันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการปฏิบัติ สวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (Nam - Myoho - Renge - Kyo)
         พวกเราทั้งหลายผู้ซึ่งโอบกอด โงะฮนซน (Gohonzon) ไว้ จะต้องสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (Nam-Myoho-Renge-Kyo) และจะต้องออกไปทำชัคคุบุคุ(shakubuku) โดยสม่ำเสมอโดยการกระทำไปดังกล่าวนั้น พวกเราก็จะสามารถสถาปนาสร้างสภาวะ ชีวิต ของความสงบสุขสันติ ควมสงบเงียบ มั่นคงอยู่ในโลกนี้ นิชิเร็น ไดโชนิน (Nichiren Daishonin) ยังได้กล่าวสอนเอาไว้อีกด้วยว่า ในขณะเมื่อพวกเราสวด นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (Nam-Myoho-Renge-Kyo) พวกเราจะสามารถขจัดเอากรรมอันชั่วร้ายทั้งหลาย ทั้งปวงซึ่งมีมาตั้งแต่ชีวิตการมีอยู่เป็นอยู่ในอดีตของเรา และจะมีความโชคดีและกุศลผลบุญเกิดขึ้นมาโดยไม่พลาด
         คนผู้ซึ่งยังเข้าไม่ถึงการรู้แจ้งเห็นจริง ก็จะเกิดความสงสัยไม่แน่ใจเกิดขึ้นว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในการที่สวดไดโมขุ (Daimoku) อักษรห้าตัว และเจ็ดตัวแบบธรรมดาๆ เท่านั้น แล้วคนผู้นั้นก็สามารถได้รับมาซึ่งกุศลผลบุญอันมากมายใหญ่โตมหาศาล ได้อย่างเร้นลับยากที่จะเชื่อยากที่จะปฏิบัติ นักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนใช้รูปแบบของการใช้สุภาษิตนานาประการ แบะอย่างพากเพียรก็ ได้ใช้ความพยายามในการอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คนผู้ซึ่งยังไม่เข้าถึงการู้แจ้งเห็นจริง :

     ตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งซึ่งเล็กกว่าก็สามารถล้อมวงครอบคลุมเอาสิ่งซึ่งใหญ่กว่าเข้าไว้ได้ และหนึ่งก็เหนือกว่าสิ่งที่มีอยู่ มากๆ ได้ เมล็ดของต้นรากโกรตะ (nyagrodha)แม้แต่ขนาดแค่เศษหนึ่งส่วนสามของเมล็ด มัสตาด(mustard) ก็สามารถปิดบังรถ ลาก 500 คันเอาไว้ในตัวมันได้ ... แก้วอัญมณีซึ่งมีคุณสมบัติตั้งจิตอธิษฐานขออะไรก็ให้ได้ ในขณะที่มีเพียงหนึ่งในจำนวนทั้งหมด สามารถทำให้ฝนตกได้ในราคาเท่ากับสมบัติมูลค่าหมื่นเท่า โดยไม่มีอะไรสูญเสียไปแม้แต่สิ่งเดียว... คำพังเพยซึ่งพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่า "หนึ่งนั้นเป็นมารดาของหมื่น"
                                                                                                    (Gosho, p.406 ; MW-5, p.111-112 )

         นักปราชญ์ยังได้อธิบายต่อไปอีกว่า แม้แต่คนทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ซึ่งไม่เคยได้เผชิญกับพระพุทธศาสนา การปฏิบัติเกี่ยวกับ ความเชื่อในสัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra) และการสวดไดโมขุ(Daimoku) ก็จะแสดงออกมาซึ่งการหยั่งรู้ได้โดยเฉพาะ เป็นพิเศษอย่างกว้างขวางถึงการปฏิบัติทางพุทธศาสนาทั้งหมดได้ :

     แม้ว่าทารกจะไม่สามารถเข้าใจได้ถึงรสชาติของน้ำนม แต่โดยธรรมชาติน้ำนมก็เป็นอาหารซึ่งคอยหล่อเลี้ยงบำรุงร่างกายโดย ธรรมชาติทำให้เกิดความเจริญเติบโตของทารก ในทำนองเดียวกัน ถ้าแพทย์ให้ยารักษาโรคแก่คนไข้แม้ว่าคนไข้อาจไม่รู้ต้นกำ เนิดและธรรมชาติของตัวยาก็ตาม ถ้าเขากินมันเข้าไปแล้วโดยธรรมชาติ ธรรมดาการเจ็บป่วยของเขาก็จะทุเลาเบาบางและค่อยยัง ชั่ว...พระพุทธเจ้าได้รับการสั่งสอนมาว่าท่านได้เคยเทศนาสอนมาแล้วช่วงเวลาชีวิตของท่าน เคยบดและเคยร่อนตะแกรงมันมา แล้ว เคยผสมมันเข้าด้วยกันจนกลายเป็นยาซึ่งมีมาตรฐาน ไม่ว่าผู้ป่วยจะเข้าใจมันหรือไม่ก็ตาม ตราบเท่าที่เขากินยาเม็ด คนไข้อาจได้รับการรักษาไม่ได้ผลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยอันเกิดจากความหลงเข้าใจผิดๆ ได้ แม้ผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจเกี่ยวกับตัวยา หรือแม้ว่าจะรู้ถึงธรรมชาติของโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ถ้าเขากินยานั้นเข้าไป เขาก็พร้อมจะค่อยยังชั่วและ หายได้ในที่สุด ในทำนองเดียวกันกับผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra)
                                                                                                    (Gosho, p.407 ; MW-5, p.115-116 )

         ดังนั้น กุศลผลบุญของการเชื่ออย่างสัตย์ซื่อจริงใจ ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sustra) และการสวดไดโมขุ (Daimoku) ย่อมอยู่เหนือกว่าขอบเขตของการรู้หรือการไม่รู้ พลังของพุทธะและพลังของธรรมนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว ต่อหน้าต่อ ตาของเราเอง เพราะฉะนั้นในขณะเมื่อพวกเราเชื่ออย่างสัตย์ซื่อจริงใจในธรรมนั้น ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติของพวกเรา โดยธรรมชาติ พวกเราก็จะสามารถรับกุศลผลบุญได้
         นักปราชญ์ได้บรรยายต่อไปอีกด้วยว่า กุศลผลบุญทั้งหลายของสัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra)จะสามารถทำให้การ ปฏิบัติอันนี้เท่าเทียมกันกับการปฏิบัติพุทธศาสนาทั้หลายทั้งหมด ท่านได้กล่าวอ้างอิงไปถึงการทำหมายเหตุออกมาประกอบของพระ เทียนไท้ (Tiantai) :

     "ในขณะเมื่อคนๆ หนึ่งดึงเชือกใหญ่เส้นสำคัญของแห (ตาข่าย) ซึ่งใช้เป็นเครื่องดักจับสัตว์น้ำ ไม่มีตาแหตาใดจะไม่เคลื่อน ไหว และเมื่อคนผู้ใดยกเอามุมหนึ่งมุมใดของเสื้อคลุมยาวขึ้น ก็จะไม่มีเส้นด้ายเส้นไหนในเสื้อคลุมยาวนั้นจะไม่ถูกยกขึ้นเช่นกัน ความ หมายของข้อความตอนนี้ก็คือ เมื่อคนใดคนหนึ่งยกมุมหนึ่งมุมใดของแหนั้นขึ้นมา ไม่มีเส้นด้ายเส้นไหนของแหนั้นจะไม่ถูกยกตัวให้ ลอยขึ้น" ความหมายของข้อความตอนนี้ก็มีว่า เมื่อคนๆ นั้นปฏิบัติดำเนินชีวิตอย่างมีใจเดียวในการปฏิบัติศรัทธา ใน เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว(Myoho-Renge-Kyo)แล้ว ไม่มีคำอธิษฐานขอใดๆ จะไม่ได้รับการประทานให้มา และไม่มีกรรมที่ดีใดๆ จะไม่เริ่มต้น ทำงานในรูปแบบของการประพฤติปฏิบัติของคนผู้นั้น
                                                                                                    (Gosho, p.408 ; MW-5, p.117 )

         สำหรับพวกเราผู้ซึ่งเชื่อในพุทธศาสนาแท้จริงแล้วย่อมไม่มีทิศทางใดๆ จะมีค่าเลิศล้ำเกินไปกว่าคำกล่าวที่ว่า "เมื่อคนๆ หนึ่งปฏิบัติบำเพ็ญโดยบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัติศรัทธาเชื่อใน เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว(Myoho-Renge-Kyo) แล้ว ไม่มีพรซึ่งศักดิ์สิทธิ์ ประสาทให้มาซึ่งความโชคดี มีความสุข มีบารมีและได้รับความเมตตากรุณาอันเป็นคุณประโยชน์อย่างแน่นอนโดยไม่พลาด และ ไม่มีทางที่กรรมดีจะไม่เริ่มต้นทำงานอยู่ในการประพฤติปฏิบัติของคนผู้นั้น" ท่านสังฆนายกนิคเค่น โชนิน ผู้เกษียณอายุไป (Honorable Retired High Priest Nikken Shonin) ได้กล่าวข้อความดังต่อไปนี้เอาไว้ในที่ประชุมสำหรับท่าน(Koto และท่าน Vice Kotos :
         หลักสำคัญจำเป็นยิ่งอันจะขาดเสียมิได้ซึ่งเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานของคำสอนอันสมบูรณ์ครบถ้วนของการกปฏิบัติทางพุทธศาสนา ทั้งหลายทั้งปวงซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะในการปฏิบัติของพวกเราซึ่งจะสังเกตุเห็นได้จากจุดยืนของหลักสำคัญจำเป็นยิ่งอันจะขาด เสียมิได้ของคำสอนอันสมบูรณ์แบบครบถ้วนของ สัทธรรมปุณฑริกสูตร(The Lotus Sutra) นี้มีความหมายว่าการปฏิบัติจะล้อมวง ครอบคลุมเอาการปฏิบัติทั้งปวงเอาไว้ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง บรรดาพวกท่านทั้งหลายทั้งหมดซึ่งอยู่ในตำแหน่ง Koto และ Vice Koto กำลังสวด ไดโมขุ (Daimoku) อย่างสัตย์ซื่อจริงใจ และมีจิตใจซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งซึ่งดีๆ สำหรับบรรดาสมาชิกฮกเขะโคะ (Hokkeko) ชีวิตของบรรดาพวกท่านในขณะที่พวกท่านจัดให้มีการดำเนินการปฏิบัติอันหนึ่งขั้นนั้น โดยการมีความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งของ บรรดาพวกท่าน ในการต้องแบกรับมันเอาไว้บนบ่าทั้งสองข้างของท่าน และวิชาชีพต่างๆ กันไปของพวกท่าน... นั้นก็มีรูปลักษณะ ออกมาให้เห็นเป็นการปฏิบัติอันบริบูรณ์ทั้งหลายทั้งหมด อาตมาใคร่ขอแสดงความประทับใจร่วมกับท่าน ในขณะที่ผลออกมา บรรดา พวกท่านจึงสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงไปได้โดยไม่พลาดเลยแม้แต่น้อย

     มีคนบางคนบ่นว่าพวกเขาทำสิ่งหนึ่งขึ้นมา พวกเขาก็คงจะต้องลืมอะไรบางสิ่งบางอย่าง คนอื่นอาจพร่ำบ่นวาเวลาของพวกเขา นั้นมีอยู่จำกัดแค่ 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน และถ้าพวกเขาพยายามที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้สำเร็จในเวลาอันจำกัดนั้น พวกเขาก็จะจบ ลงโดยไม่สสาามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จดรียบร้อยได้ คนทั้งหลายเหล่านั้นเอาแต่พร่ำบ่นไปในแนวนี้ว่าไม่สามารถจะปฏิบัติ ดำเนินชีวิตได้้ คนทั้งหลายเหล่านั้นเอาแต่พร่ำบ่นไปในแนวนี้ว่า ไม่สามารถจะปฏิบัติดำเนินชีวิตได้ คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งพร่่ำ บ่นในวิถีทางนั้นก็จะไม่สามารถปฏิบัติดำเนินชีวิตได้ คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งพร่ำบ่นในวิถีทางนั้นก็จะไม่สามารถปฏิบัติดำเนิน ชีวิตได้อย่างแท้จริง โดยธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ (เมียวโฮ) ได้ และมันจะปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนออกมาว่าพวกเขาก็ จะไม่สามารถได้รับกุศลผลบุญจากธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ (เมียวโฮ) ได้... ถ้าพวกท่านทั้งหลายไม่ใช้ความพากเพียรพยายาม ของท่านเองจนสุดกำลังในการปฏิบัติอันแท้จริงอันนี้ แต่ละคนในบรรดาพวกท่านก็จะถูกฉายแสงโดยตรงและอย่างแท้จริงในการ ปฏิญาณตนไปเร็วๆนี้ ซึ่งชีวิตของท่านซึ่งได้ถูกฉายแสงลงบนตัวของท่านเองนั้น เป็นผลลัพธ์เกิดตามมาในภายหลังโดยธรรมชาติ ธรรมดา และในแง่อื่นๆ ทั้งหลายทั้งหมดของชีวิตของท่าน ดังนั้น ชีวิตประจำวันและชีวิตความเป็นอยู่มีอยู่ ซึ่งมีรากฐานตั้งอยู่บน ธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ (เมียวโฮ) ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วก็จะถูกทำให้สำแดงปรากฏออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน
                                                                                                    (At the Kofubo, 3/29/1997)

         คำสั่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นคำแนะนำและการหให้กำลังใจแก่พวกเขาข้อความตอนต่อไปนี้ ซึ่งได้ถูกยกขึ้นมาอ้างตั้งแต่แรกๆ นั้นเป็นการบรรยายให้เห็นถึงพลังอันเร้นลับมหัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์(เมียวโฮ)ซึ่งมีชัยชนะอยู่นอกเหนือ ออกไปจากอาณาบริเวณขอวการเข้าใจได้แบบง่ายๆ ของมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย : "...ในขณะเมื่อคนๆ หนึ่งแบกเอาการปฏิบัติเพียง หนึ่งเดียวออกไปจากอาณาบริเวณของการปฏิบัติอันหนึ่งแห่งความศรัทธาในเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (Myoho-Renge-Kyo) ไม่มีพรต่าง ใดๆซึ่งจะไม่มาถึงคนผู้นั้นได้ และไม่มีกรรมที่ดีใดๆ ที่จะไม่เริ่มต้นทำงานลงบนการปฏิบัติของคนผู้นั้น" อาตมาแน่ใจว่าในบรรดาคน จำนวนมากมายของท่านนั้นล้วนมีความรู้สึกได้บ่อยๆ ครั้งเกี่ยวกับพลังต่างๆ เหล่านี้และเคยพบกับประสบการณ์อันเร้นลับมหัศจรรย์ ต่างๆมาแล้วในการปฏิบัติเกี่ยวกับพุทธศาสนา
         ความตั้งใจของนักปราชญ์นั้น ได้ถูกสำแดงปรากฏออกมาอย่างแจ้งชัดในข้อความตอนต่อไปนี้ : "แม้เพียงท่านสวดเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว เท่านั้น และแล้วสิ่งซึ่งได้กระทำผิดลงไปก็อาจไม่ได้รับการทำลายให้หมดสิ้นไปแบบถอนรากถอนโคน? ยังจะมีพรอันใดซึ่งพลาดไปไม่เกิดขึ้นมาได้อีกเล่า นี่คือสัจธรรมความเป็นจริง และมันยังเป็นความล้ำลึกอันใหญ่หลวง เธอจึงควรที่ จะเชื่อและยอมรับในมัน" นิชิเร็น ไดโชนิน(Nichiren Daishonin)ได้เขียนเอาไว้ว่า :

     อาตมา นิชิเร็น (Nichiren)ด้วยน้ำหมึกซูมิ ไดจารึกสร้างได-โงะฮนซน(Dai-Gohonzon) โดยการถ่ายทอดเอาชีวิตจิตใจของ อาตมาลงไปในมัน ดังนั้นจงเชืื่อในมัน
                                                                                                    (Gosho, p.685)

       ไดโชนิน (Daishonin)ได้สถาปนาก่อสร้าง ได-โงะฮนซน(Dai-Gohonzon)แห่งมหาบรมปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์แห่งคำสอน ภาคสำคัญจำเป็นยิ่งอันจะขาดเสียมิได้ เพื่อว่าบรรดาคนทั้งหลายจะสามารถได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากภัยอันตราย การปฏิ บัติแต่เพียงอย่างเดียวของการเทิดทูนบูชายอมมอบตัวศรัทธาเชื่อและปฏิบัติตามได-โงะฮนซน (Dai-Gohonzon)นั้น ก็เท่ากับ การปฏิบัติทางพุทธศาสนาโดยตลอดทั้งหลายทั้งหมด และสามารถทำให้คนเราสำแดงเอาสภาวะชีวิตซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติออกมา ได้โดยไม่ต้องสงสัยพวกเราจะต้องไม่สูญเสียการมีสายตามองเห็นความจริงออกมาได้ว่ การเผยแผ่ธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ (เมียวโฮ) จะได้รับการส่งเสรริมสนับสนุนอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อการสถาปนาก่อให้เกิดสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในสังคม
       โลกเราในปัจจุบันนั้นอยู่กับการใฝ่แสวงหามูลค่าใหม่ๆ และสรรหาอุดมการณ์ต่างๆ ในการก่อสร้างอนาคตใหม่ อาตมามีความ เชื่อแน่มั่นใจว่า จริงๆแล้วขณะนี้เป็นยุคสมัยซึ่งเหมาะสมมากที่สุด โลกร้อนขึ้นและมีคลื่นยักษ์เกิดขึ้นในสภาวะวิกฤตต่างๆ ซึ่งเต็มไป ด้วยอันตรายต่อมวลมนุษย์ทั้งหลายนั้นมันเกิดขึ้นมาจากการมีสภาพเสื่อมโทรมลงทางด้นจิตวิญญาณ ซึ่งก่อนหน้านี้จะคอยให้การ สนับสนุนค้ำจุนโลก และโดยการแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยของความนึกคิดต่างๆ ซึ่งสรรค์สร้างก่อให้เกิดมูลค่าขึ้นในสังคม สภาวะต่างๆ ที่ก่อให้เกิดขึ้นมาในขณะนี้ ก็คือช่วงเวลาของการเผยแผ่ธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ พวกเราจะต้องมีความปิติยินดีรู้ให้ได้ ว่าพวกเรามีความสามารถในการได้รับมาซึ่งผลแห่งกรรมอันใหญ่หลวงของการเทิดทูนบูชาโงะฮนซน ขอให้พวกเราจงให้สัญญาแก่ กันและกันในการที่จะมุ่งไปสู่การทำให้การเผยแผ่ธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ก้าวไปให้กว้างไกลตลอดทั่วทั้งโลก